จำปา

จำปา (ดอกจำปา) สรรพคุณรวมทั้งประโยชน์ซึ่งมาจากจำปา 42 ข้อ

จำปา

จำปา ชื่อสามัญ Champaca, Champak, Orange chempaka, Golden champa, Sonchampa

จำปา ชื่อวิทยาศาสตร์ Magnolia champaca (L.) Baill. ex Pierre (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Michelia champaca L.) จัดอยู่ในตระกูลจำปา (MAGNOLIACEAE)

สมุนไพรจำปา มีชื่อแคว้นอื่นๆว่า จำปาเขา จำปาทอง (นครศรีธรรมราช), จำปาป่า (สุราษฎร์), จุมปา จุ๋มป๋า (ภาคเหนือ), จำปากอ (มลายู-ภาคใต้), มณฑาดอย ฯลฯ

คุณประโยชน์ของจำปา

  • ช่วยบำรุงรักษาธาตุ (ดอก, ผล, เม็ด)
  • จำปามีคุณประโยชน์ช่วยบำรุงรักษาหัวใจ (ดอก)
  • ช่วยบำรุงรักษาประสาท (ดอก)
  • ช่วยกระจัดกระจายเลือด (ดอก)
  • ดอกจำปามีคุณประโยชน์ช่วยทำนุบำรุงเลือด (ดอก, แก่นไม้)
  • ช่วยปรับเหี้ยมโหด (ดอก)
  • ช่วยแก้โรคเส้นประสาททุพพลภาพ (ใบ)
  • ช่วยแก้ลักษณะของการปวดหัว (น้ำมันกลั่นจากดอก)
  • ช่วยแก้อาการหน้ามืดหัว อ่อนล้า หน้ามืดลายตา (ดอก)
  • ช่วยแก้คลื่นเหียนอาเจียน อ้วก (ดอก, ผล, เม็ด)
  • ช่วยแก้ลักษณะของการมีไข้ (เปลือกต้น, ผล)
  • ช่วยแก้ไข้อภิญญาณ (ใบ)
  • ช่วยแก้พิษสำแลง (ไข้ซ้ำ) (กระพี้)
  • ช่วยยับยั้งอาการไอ (ใบ)
  • ช่วยแก้อาการคอแห้งผาก (เปลือก)
  • ช่วยแก้อาการตาบวม (น้ำมันกลั่นจากดอก)
  • ช่วยขับเสลด (ใบ)
  • ช่วยให้เสลดในคอกำเนิด (เปลือกต้น)
  • ช่วยแก้ป่วงของเด็กแบเบาะ (ใบ)
  • เปลือกรากใช้เป็นยาถ่าย (เปลือกราก, เปลือกต้น)
  • ใบเอามาตำคั้นมัวแต่น้ำ ใช้รักษาโรคลำไส้ใหญ่อักเสบได้ (ใบ)
  • ช่วยขับลม (ดอก)
  • ช่วยขับพยาธิ (เปลือกราก)
  • ช่วยขับเยี่ยว (ดอก, ผล, เม็ด)
  • ยางช่วยแก้ริดสีดวงทวาร (ยาง)
  • ช่วยบำรุงรักษาน้ำดี (ดอก)
  • ช่วยแก้โรคไต (ดอก)
  • ช่วยฝาดสมาน (เปลือกต้น)
  • ช่วยทำลายพิษแสดง (กระพี้)
  • ช่วยรักษาแผลที่เท้าและก็อาการเท้าแตก (ผล, เม็ด)
  • เปลือกรากแล้วก็รากแห้ง ใช้ผสมกับนมสำหรับบ่มฝี (ราก, เปลือกราก)
  • ช่วยรักษาโรคโรคเรื้อน (ดอก, แก่น)
  • ช่วยรักษาโรคปวดตามข้อ (เปลือกราก, น้ำมันจากดอก)
  • ช่วยยับยั้งอาการเกร็ง (ดอก)
  • รากช่วยขับเลือดบูดเน่า (ราก)
  • ช่วยทำนุบำรุงเมนส์ของสตรี (แก่นไม้)
  • ช่วยปรับให้เมนส์มาปกติ (เปลือกราก)
  • ช่วยขับเลือดในสตรีที่อยู่ในเรือนไฟให้ตก (ราก)

ประโยช์จากจำปา

  • ดอกใช้สำหรับการแต่งกลิ่นของกิน
  • นิยมนำมาปลูกเป็นพืชดอกไม้ประดับ ให้ความหอมรวมทั้งความสวย แล้วก็ยังฯลฯไม้ให้ร่มเงาในสนามก้าวหน้ามากมายประเภทหนึ่งอีกด้วย
  • น้ำมันจากดอกจำปา สามารถประยุกต์ใช้แต่งกลิ่นเครื่องแต่งตัวได้
  • ไม้จากต้นจำปามีสีเหลืองถึงสีน้ำตาลอ่อน มีความเหนียว วาว ทนปลวกได้ดิบได้ดี เลื่อยไสตกแต่งได้ง่าย ก็เลยประยุกต์ใช้คุณประโยชน์ได้อย่างนานัปการ อย่างเช่น การผลิตบ้านที่พัก สร้างเรือ ใช้ทำเป็นเครื่องเรือน ทำวัสดุ เครื่องกลึง หีบใส่ของ เครื่องสลักต่างๆรวมถึงของเด็กเล่น อื่นๆอีกมากมาย

 

แหล่งที่มา.. medthai

Read More
ชาขาว

ชาขาว White Tea สรรพคุณและก็ประโยช์จากชาขาว 13 ข้อ

ชาขาว

ชาขาว (White tea) หมายถึงชาที่ได้จากการเก็บใบชาเฉพาะส่วนของใบชาที่อยู่ยอดสุดเพียงแค่ใบเดียว ซึ่งเป็นเลิศอ่อนสุดที่เพิ่งจะแทงยอดออกมาและก็ยังแก่น้อยๆคุณลักษณะเด่นของชาขาวที่ไม่เสมือนชาจำพวกอื่นๆมันก็คือ ชาขาวจะมีลักษณะออกจะนุ่มเล็กแล้วก็เปราะบาง หรือที่เรียกว่า ตูมชาขาว (ยอดชาขาวที่ยังตูมอยู่ ไม่บานรับผิดแทนแสงอาทิตย์)

ซึ่งจะมีเส้นขนอ่อนๆสีขาวประกายเงินปกคลุมอยู่ ยิ่งปกคลุมเยอะแค่ไหนก็ยิ่งเป็นประสิทธิภาพของชาขาวที่ดียิ่งขึ้นมากมายแค่นั้น ก็เลยเป็นสาเหตุของชื่อ “ชาขาว” ตลอดจนไปถึงความประณีตบรรจงในแนวทางการผลิต และก็ยังจำเป็นต้องใช้ชาในจำนวนที่มากกว่าชาชนิดอื่นต่อการชงเพื่อได้ชาเพียงแต่ 1 แก้ว ก็เลยจะได้ชาขาวสีเหลองทองคำอำพัน ซึ่งจะมีรสชาตินุ่มนวลกลมกล่อมละมุนละไมและก็เปียกคอแบบธรรมชาติ โดยไม่มีรสฝาดขมราวกับชาเขียวหรือชาดำ ส่วนช่วงเวลาสำหรับการชงชาขาวก็จะใช้เวลามากยิ่งกว่าการชงชาทั่วๆไป เนื่องจากจำเป็นต้องทิ้งเอาไว้ราวๆ 5-7 นาที ก็เลยสามารถเอามารินกินได้

คุณประโยชน์ของชาขาว

  • ช่วยคุ้มครองป้องกันโรคอัลไซเมอร์
  • ช่วยลดการเสี่ยงของการเกิดโรคไขข้ออักเสบ

 

ประโยชน์ต่างๆที่ได้รับจากชาขาว

  • ชาขาวเป็นชาที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เนื่องจากมีสารที่มีคุณประโยชน์เป็นโภชนเภสัช ยกตัวอย่างเช่น สารโพลีฟีนอล (polyphenol) โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารค้างเทเคยชิน (Catechin) ซึ่งมีคุณลักษณะเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงอำนาจ เป็นตัวต่อต้านการเกิดปฏิกิริยาของสารอื่นๆกับออกสิเจน เพื่อช่วยพัฒนากระบวนการล้างพิษรวมทั้งสิ่งสกปรกออกมาจากร่างกาย ช่วยคุ้มครองป้องกันเซลล์ของร่างกายจากการเสื่อมสลายและก็การเช็ดกทำลายก่อนวัยอันควรจะ ก็เลยช่วยสร้างเสริมภูมิต้านทานให้กับร่างกาย ช่วยคุ้มครองการเกิดโรคต่างๆการดื่มชาขาวเป็นผลดีต่อร่างกายของพวกเรามากมาย แล้วก็ยังช่วยชะลอความแก่ ลดรอยเหี่ยวย่นบนบริเวณใบหน้าได้อีกด้วยการดื่มชาขาวจะช่วยปรับร่างกายรู้สึกแจ่มใส ขมีขมัน ช่วยสร้างความรู้สึกบรรเทา ลดอาการเคร่งเคลียดจากการทำงานหนัก
  • ชาขาวมีคุณลักษณะสำหรับเพื่อการต่อต้านสารก่อโรคมะเร็ง ก็เลยช่วยคุ้มครองปกป้องแล้วก็ลดการเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งได้ เพราะว่ามีจำนวนของสารติดอยู่เทเคยชินและก็สารโพลีฟีนอลอื่นๆซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระมากมาย ดร.เรียม เตชะงามมณี อดีตกาลคุณครูสาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง นักวิจัยชาขาวมานานกว่า 10 ปี ได้ให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องชาว่า ชาขาวมีสารฟลาโวนอยด์ ที่ปฏิบัติภารกิจต้านทานโรคมะเร็งไส้ โรคมะเร็งกระเพาะ รวมทั้งโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก รวมทั้งแม้อ้างอิงคุณลักษณะของชาเขียวที่ช่วยคุ้มครองโรคมะเร็งได้หลายแบบ ชาขาวก็ย่อมมีคุณภาพสำหรับในการยั้งโรคมะเร็งประเภทต่างๆได้ดียิ่งไปกว่าด้วยเหมือนกัน อีกทั้งโรคมะเร็งปอด โรคมะเร็งเต้านม โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคมะเร็งกระเพาะ โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก โรคมะเร็งตับ แล้วก็โรคมะเร็งผิวหนัง ด้วยเหตุว่าชาขาวประกอบไปด้วยสาร EGCG ที่มากกว่าชาเขียวจากงานค้นคว้าวิจัยของมหาวิทยาลัย Oregon State University ในประเทศสหรัฐฯ ได้พบว่าชาขาวมีคุณประโยชน์สำหรับในการคุ้มครองป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยงานค้นคว้าได้เจาะจงเพิ่มเติมอีกเหตุว่า ชาขาวมีคุณภาพเหมือนกับการใช้ยาซูลินแดค (sulindac) ที่มีคุณลักษณะยั้งและก็คุ้มครองการเติบโตของเซลล์ของโรคมะเร็งในลำไส้ใหญ่ในสัตว์ทดสอบที่มีต้นเหตุทางพันธุกรรมที่ทำให้ได้โอกาสเป็นโรคมะเร็ง แล้วก็สารในชาขาวยังช่วยปรับแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ในไส้ดำเนินงานได้ดิบได้ดีขึ้นด้วย รวมทั้งจากการทดสอบของมหาวิทยาลัย University of Copenhagen ร่วมกับ Stephens & Associates Inc ก็ได้พบว่า สารสกัดจากชาขาวสามารถยั้งและก็ปกป้องการเช็ดกทำลายของสารพัดธุบาปในเซลล์ข้างหลังการสัมผัสแดด ก็เลยถือมีส่วนช่วยสำหรับเพื่อการปกป้องการเกิดโรคมะเร็งผิวหนังได้เช่นเดียวกัน
  • ช่วยบำรุงรักษาเส้นโลหิตและก็หัวใจ ช่วยคุ้มครองการเกิดโรคหัวใจ จากการเล่าเรียนของ Internal Medicine and Public Health ที่ประเทศอิตาลี พบว่า เมื่อสัตว์ทดสอบได้รับสารฟลาโวนอยด์เสมอๆจะช่วยชะลอการเกิดการสั่งสมไขมันในเส้นโลหิตได้ ซึ่งชมรมกับข้อมูลการบริโภคชาเพื่อคุ้มครองป้องกันการเกิดโรคหัวใจ เนื่องจากสารฟลาโวนอยด์ในชาขาวสามารถช่วยลดความเสื่อมโทรมภาวะของกล้ามเนื้อหัวใจซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคท่อเลือดแดงแล้วก็เส้นโลหิตแดงแข็งได้ โดยเฉพาะสาร EGCG ในชาขาวนั้นมีคุณลักษณะช่วยลดการเสี่ยงของการเกิดโรคเส้นโลหิตหัวใจเจริญ โดยฟื้นฟูลักษณะการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ การเพิ่มของไนตริกออกไซด์ในปฏิกิริยา superoxide production แล้วก็ช่วยควบคุมความดันเลือดสูง ด้วยการไปยั้ง angiotensis-I converting enzyme ยิ่งไปกว่านี้ยังเจอเพราะสารโพลีฟีนอลสามารถช่วยลดการเกิดออกซิเดชั่นของไขมันชั่วช้าสารเลว (LDL) ช่วยลดการดูดซึมคอเลสเตอรอลเข้าระบบน้ำเหลือง ทำให้จำนวนของ very low-density lipoprotein (VLDL), LDL รวมทั้งไตรีกลีเซอไรด์ลดน้อยลง ทั้งยังยังชวยเพิ่มปริมาณของไขมันดี (HDL) ในกระแสโลหิตได้ด้วย ซึ่งการหรูหราไขมันดีสูงรวมทั้งหรูหราไตรกลีเซอไรด์ต่ำนี้จะสะท้อนถึงสุขภาพของระบบหัวใจที่ดีด้วย
  • ชาขาวอาจมีผลดีสำหรับในการช่วยปกป้องเบาหวานได้ เนื่องมาจากพบว่าคนที่ดื่มชาขาวเสมอๆ จะมี Glucose tolerance ดียิ่งขึ้น หรือซึ่งก็คือความทนทานต่อการเพิ่มขึ้นของน้ำตาลเดกซ์โทรสในเลือด ถ้าหากกล่าวให้เข้าใจง่ายๆก็คือ ร่างกายจะสามารถปรับนิสัยให้มีการหลั่งอินซูลินออกมาควบคุมจำนวนของน้ำตาลเดกซ์โทรสในเลือดได้นั่นเอง รวมทั้งจากการเล่าเรียนในตัวทดลองยังพบว่า สารโพลีฟีนอลในชาขาวสามารถช่วยลดน้ำตาลในเลือดของหนูขาวที่เป็นโรคเบาหวาน โดยไปยั้งแนวทางการทำงานของอะไมเลสซึ่งเป็นโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีย่อยแป้งให้เป็นน้ำตาล ทำให้การเพิ่มขึ้นของน้ำตาลในเลือดเป็นไปอย่างช้าๆซึ่งสโมสรกับอัตราการดูดซึมของเดกซ์โทรส ส่งผลทำให้หลักการทำงานของ glucose transporter ในไส้และก็อัตราการดูดซึมของเดกซ์โทรสน้อยลง ยิ่งไปกว่านี้สารโพลีฟีนอล ชนิด EGCG ยังช่วยเพิ่มความต่อแรงกระตุ้นของอินซูลินแล้วก็สารที่หน้าที่เหมือนอินซูลิน แล้วก็เพิ่มการปกป้องคุ้มครองลักษณะการทำงานของตับรวมทั้งตับอ่อนซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดเบาหวาน
  • ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล กำจัดไขมันในเส้นโลหิต รวมทั้งช่วยสำหรับเพื่อการลดหุ่น เพราะว่าสารค้างเทคุ้นชินแล้วก็สารคาเฟอีนในชาขาว จะช่วยปรับให้ระบบเมตาบอลิซึมภายในร่างกายของพวกเราดำเนินการก้าวหน้าขึ้น ทำให้เผาผลาญพลังงานได้มาก นำมาซึ่งการทำให้น้ำหนักตัวน้อยลง โดยไม่เป็นผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจ มีการศึกษาเล่าเรียนที่ทำให้เห็นว่าสารโพลีฟีนอลสามารถยั้ง catechol-O-methyl transferase ก็เลยช่วยกระตุ้นการผลิตความร้อนของร่างกาย ช่วยสำหรับการเผาผลาญพลังงานรวมทั้งกำจัดความอ้วน รวมทั้งจากการทดสอบสมรรถนะของสารต้านอนุมูลอิสระในชาขาวและก็ชาเขียวต่อการหยุดยั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี pancreatic lipase ซึ่งเป็นโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีที่ปฏิบัติภารกิจสำหรับการย่อยกรดไขมันให้มีขนาดเล็กจนกระทั่งสามารถซึมซับไปสู่ไส้ได้ ซึ่งเป็นกลไกที่ส่งผลต่อโรคอ้วน โดยพบว่าชามีสมรรถนะสำหรับการยั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีดังกล่าวข้างต้นได้ดีมากว่าชาเขียว นอกเหนือจากนั้นสารต้านอนุมูลอิสระยังมีการรั้งนำการเกิดวิธีการลำลายเซลล์ (apoptosis) การน้อยลงของขั้นตอนการสะสมไขมัน แล้วก็กระตุ้นขั้นตอนการทำลายไขมันในเซลล์ของสัตว์ทดสอบ และก็ยังมีการเรียนที่ทำให้เห็นว่าชาขาวมีคุณภาพสำหรับในการลดจำนวนการผลิตเซลล์ไขมัน และก็ช่วยทำลายไขมันในเซลล์ไขมันได้ ซึ่งทำให้ส่งผลต่อปริมาณเซลล์ไขมันที่มีความรู้ความเข้าใจสำหรับการเจริญวัยได้ และก็ในขณะโดดเดี่ยวก็จะช่วยกระตุ้นการเผาผลาญไขมันที่เก็บสะสมเอาไว้ในเซลล์ โดยการเพิ่มกรรมวิธีการเปลี่ยนไตรกลีเซอไรด์ไปเป็นกรดไขมันและก็กลีเซอรอล การดื่มชาขาวเพื่อลดความอ้วนควรจะดื่มโดยประมาณ 2-4 ถ้วยต่อวัน เพื่อได้จำนวนของสารออกฤทธิ์ โดยคนที่บริโภคชาขาวบ่อยๆ (แบบชงร้อนดื่มเอง) จะสามารถลดความอ้วนได้โดยประมาณ 2-3 โล ด้านในหนึ่งเดือน โดยมีคำเสนอแนะให้ว่าให้ใช้แนวทางกินน้ำไม่สลับกับชาขาวพร้อมกันไปกับการบริหารร่างกายอย่างสม่ำเสมอ ก็เลยจะได้ประสิทธิภาพที่ดีที่สุด
  • จากการทดสอบของมหาวิทยาลัย University of Copenhagen ที่ราชอาณาจักรเดนมาร์ก ร่วมกับ Stephens & Associates Inc ของสหรัฐฯ ได้พบว่า สารสกัดจากชาขาวสามารถช่วยยั้งแล้วก็คุ้มครองป้องกันการเช็ดกทำลายของสารพัดธุบาป (DNA) ในเซลล์ข้างหลังการสัมผัสแดดได้ ขึ้นรถต้านทานอนุมูลอิสระจะช่วยคุ้มครองปกป้องผิวจากข้างในและก็คุ้มครองป้องกันเซลล์ผิว ก็เลยช่วยคุ้มครองผิวจากมลพิษต่างๆและแสงอาทิตย์ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของการเกิดริ้วรอยแล้วก็จุดด่างดำได้ นอกเหนือจากการที่จะช่วยปกป้องผิวแล้ว ยังช่วยสร้างเสริมภูมิต้านทานให้กับผิว ก็เลยช่วยสำหรับในการยั้งอนุมูลอิสระที่มีต้นเหตุมาจากรังสียูวี ช่วยให้ต่อมน้ำเหลืองกำจัดพิษออกมาจากผิว สร้างเสริมความแข็งแรงของเซลล์ผิวหนัง ทำให้ผิวไม่แห้งด้าน ช่วยให้ความยืดหยุ่นของผิวหนังให้มีคุณภาพดีขึ้น ซึ่งจากงานศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยของ Kingston University ที่อังกฤษ ที่ศึกษาค้นพบว่าสารสกัดจากชาขาวสามารถช่วยป้องกันลักษณะการทำงานของโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีที่ทำลายอีลาสตินรวมทั้งคอลลาเจนได้
  • จากการที่ชาเขียวมีคุณลักษณะสำหรับเพื่อการปกป้องรักษาผิว ฟื้นฟูสภาพผิว รวมทั้งช่วยทำนุบำรุงผิวพรรณที่ถูกทำลายร้ายจากมลภาวะ ก็เลยมีการเอามาสกัดใช้เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลผิวพรรณแล้วก็ผมชนิดต่างๆไม่ว่าจะเป็นโลชั่นที่เอาไว้ป้องกันแดด ครีมอาบน้ำ ครีมสำหรับล้างหน้า แชมพู ฯลฯ และก็ชายังถูกใช้ประโยชน์ในสปาอีกด้วย เนื่องจากว่ากลิ่นหอมสดชื่นอ่อนนุ่มละไมของชาขาว จะช่วยปรับให้รู้สึกบรรเทาไปด้วยพร้อมเพียงกัน
    เนื่องมาจากชาขาวเป็นผลดีต่อองค์ประกอบของผิวหนัง ที่ช่วยสร้างเสริมความแข็งแรงของเซลล์ผิวหนัง ช่วยในด้านความยืดหยุ่นของผิวหนัง ก็เลยมีผลทำให้การทำงานองปอด เส้นโลหิต แล้วก็เอ็นต่างๆดำเนินการได้อย่างยอดเยี่ยมมากมายไปกว่านั้นชาขาวยังช่วยต้านทานแนวทางการทำงานของโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีบางจำพวกที่เข้าไปดำเนินงานรูปแบบการทำงานของข้อต่อกระดูก ทำให้ไขข้ออักเสบ หรือโรครูมาตอยด์
  • จากนิตยสารวิทยาภูมิคุ้มกันด้านการแพทย์แล้วก็โรคภูมิแพ้ ฉบับระดูเดือนพฤศจิกายน พุทธศักราช2546 ได้บอกว่าสารติดอยู่เทคุ้นชินในชาขาว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง EGCG มีคุณลักษณะช่วยคุ้มครองปกป้องการรับเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่อง ซึ่งจากผลของการทดสอบได้ทำให้เห็นว่า ชาขาวเข้มข้นมีคุณลักษณะช่วยปกป้องไม่ให้เชือ้เชื้อไวรัสไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่องจับกุมตัวกับเซลล์เม็ดเลือดขาวจำพวกที่มีความหมายต่อภูมิต้านทานที่เรียกว่า T Cells ซึ่งเป็นด่านแรกที่ทำให้ได้โอกาสติดเชื้อโรคไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่องได้
  • สารโพลีฟนอลมีคุณลักษณะสำหรับการต้านทานแบคทีเรีย โดยมั่นใจว่าสารดังกล่าวข้างต้นสามารถทำลายเยื่อห่อเซลล์ของแบคทีเรียได้ และก็จากการเรียนรู้ของ Dyson College of Arts and Sciences มหาวิทยาลัยเพซ (Pace University) ประเทศอเมริกา ได้พบว่า ชาขาวมีคุณลักษณะสำหรับในการยั้งการก้าวหน้าของเชื้อจุลินทรีย์ได้ดียิ่งไปกว่าชาเขียว ขึ้นรถสกัดจากชาขาว (White tea extract)

บางทีอาจช่วยยั้งการเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ นอกนั้นยังช่วยหยุดแนวทางการทำงานของเชื้อราแล้วก็เชื้อไวรัส ซึ่งจากผลของการทดสอบที่เจอทำให้คาดว่าชาขาวสกัดสามารถยั้งการเจริญก้าวหน้าของเชื้อ                  ราชนิด Penicillium chrysogenum และก็ Saccharomyces cerevisiae แล้วก็ช่วยต้านทานเชื้อไวรัสที่ก่อเกิดโรคในมนุษย์ได้ ซึ่งในตอนนี้ชาขาวสกัดยังถูกประยุกต์ใช้เป็นส่วนประกอบในยาสีฟันหลายแบรนด์                เพื่อทำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นสำหรับเพื่อการยั้งแบคทีเรียแล้วก็เชื้อรา

  • สารโพลีฟีนอลในชาขาวมีฤทธิ์ยั้งการเติบโตของแบคทีเรียได้หลากหลายประเภท ก็เลยสามารถลดอาการอักเสบแล้วก็การได้รับเชื้อในโพรงปากได้ ซึ่งมีอีกทั้งแบคทีเรีย Porphyromonas gingivilis ที่ก่อโรคในโพรงปาก และก็แบคทีเรีย Streptococcus mutans ที่ทำให้ฟันผุ ยิ่งไปกว่านี้สารโพลีฟีนอลยังสามารถยั้งแนวทางการทำงานของโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีอะไมเลสในน้ำลาย ก็เลยช่วยปรับการสร้างเดกซ์โทรสและก็มอลโทสลดน้อยลง แล้วก็ลดจำนวนของกินของแบคทีเรียที่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดฟันผุ

 

แหล่งที่มา.. medthai

Read More
มะกรูด

มะกรูด สรรพคุณรวมทั้งคุณประโยชน์ต่างๆที่ได้รับจากมะกรูด 38 ข้อ

มะกรูด

มะกรูด ชื่อสามัญ Kaffir lime, Leech lime, Mauritius papeda

มะกรูด ชื่อวิทยาศาสตร์ Citrus hystrix DC. จัดอยู่ในตระกูลส้ม (RUTACEAE)

สมุนไพรมะกรูด มีชื่อท้องถิ่นอื่นๆว่า มะขู (แม่ฮ่องสอน), มะขุน มะขูด (ภาคเหนือ), ส้มกรูด ส้มมั่วผี (ภาคใต้) ฯลฯ

หลายๆท่านอาจจะรู้จักกับมะกรูดอย่างดีเยี่ยม เนื่องจากว่าเป็นสมุนไพรคู่ครัวไทpมาอย่างช้านาน ด้วยเหตุว่านิยมใช้เป็นส่วนประกอบในเครื่องแกงที่จำเป็นต้องอย่างต้องมีให้ได้เลย ซึ่งปกติแล้วพวกเราชอบนิยมใช้ใบมะกรูดและก็ผิวมะกรูดมาเป็นส่วนใดส่วนหนึ่งของเครื่องปรุงของกินหลายแบบ เว้นเสียแต่มะกรูด จะใช้เป็นส่วนประกอบในของกินต่างๆแล้ว ก็ยังมีคุณประโยชน์ในด้านฯลฯ ไม่ว่าจะเป็นในด้านของความสวยและก็ในด้านของยาสมุนไพร นอกจากนั้นยังนับว่าเป็นพืชที่มีความเป็นสิริมงคลที่นิยมนำมาปลูกไว้รอบๆบ้านอีกด้วย เนื่องจากว่ามั่นใจว่าจะก่อให้ผู้อาศัยเป็นสุข โดยจะปลูกไว้ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ

สารเคมีที่สำคัญที่เจอได้ในผลมะกรูดก็คือน้ำมันหอมระเหย ซึ่งมีทั้งยังในส่วนของเปลือกผลหรือผิวมะกรูดและก็ในส่วนของใบ โดยเปลือกผลจะมีน้ำมันหอมระเหยโดยประมาณ 4% รวมทั้งในส่วนของใบนั้นจะมีน้ำมันหอมระเหยอยู่ราว 0.08% รวมทั้งยังสกัดยากกว่าน้ำมันในเปลือกผลอีกด้วย แม้กระนั้นก็ยังมีคุณลักษณะเด่นตรงที่น้ำมันจากใบจะมีกลิ่นมากยิ่งกว่านั่นเอง ก็เลยนิยมใช้ทั้งยังน้ำมันมะกรูดทั้งยังจากใบและก็เปลือกผล ซึ่งน้ำมันหอมระเหยนี้ก็สามารถประยุกต์ใช้คุณประโยชน์ได้หลายสิ่งหลายอย่างรวมทั้งยังมีคุณประโยชน์เป็นยาอีกด้วย

ประโยชน์ของมะกรูด

  1. ประโยชน์ของมะกรูดมะกรูดมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรงและต้านทานโรค
  2. ช่วยทำให้เจริญอาหาร
  3. น้ำมันหอมระเหยจากมะกรูดมีสรรพคุณช่วยผ่อนคลายความเครียด คลายความกังวล ทำให้จิตใจสงบนิ่ง ด้วยการสูดดมผิวมะกรูดหรือน้ำมันมะกรูดจะช่วยได้ระดับหนึ่ง แต่การใช้ไม่ควรจะใช้ความเข้มข้นมากกว่า 1% เพราะอาจจะทำให้เกิดการระคายเคืองได้
  4. ช่วยแก้อาการนอนไม่หลับ ด้วยการใช้ผิวมะกรูด รากชะเอม ไพล เฉียงพร้า ขมิ้นอ้อย ในปริมาณเท่ากัน นำมาบดเป็นผง นำมาชงละลายน้ำร้อนหรือต้มเป็นน้ำดื่ม
  5. ใช้เป็นยาบำรุงหัวใจ ด้วยการใช้ผิวมะกรูดสดฝานเป็นชิ้นเล็ก ๆ ประมาณ 1 ช้อนแกง เติมการบูรหรือพิมเสน 1 หยิบมือ ชงด้วยน้ำเดือด แช่ทิ้งไว้ แล้วนำน้ำที่ได้มาดื่ม 1-2 ครั้ง (เปลือกผล)
  6. ช่วยแก้ลม หน้ามืด วิงเวียนศีรษะ ด้วยการใช้เปลือกมะกรูดฝานบาง ๆ ชงกับน้ำเดือดใส่การบูรเล็กน้อย แล้วนำมารับประทานแก้อาการ (เปลือกผล)
  7. ช่วยแก้อาการไอ ขับเสมหะ ด้วยการใช้ผลมะกรูดนำมาผ่าซีก เติมเกลือ นำไปลนไฟให้เปลือกนิ่ม แล้วบีบน้ำมะกรูดลงในคอทีละน้อย ๆ จะช่วยแก้อาการไอได้ สูตรนี้ก็สามารถใช้เป็นยาขับเสมหะได้ด้วยเช่นกัน
  8. ใช้แก้อาเจียนเป็นเลือด แก้ช้ำในได้อีกด้วย
  9. ช่วยฟอกโลหิต ด้วยการนำผลมะกรูดสดมาผ่าเป็น 2 ซีกแล้วนำไปดองกับเกลือหรือน้ำผึ้งประมาณ 1 เดือน แล้วรินเอาแต่น้ำดื่ม จะช่วยฟอกโลหิตได้เป็นอย่างดี
  10. ใบมะกรูดมีสรรพคุณช่วยยับยั้งหรือชะลอการขยายตัวของเซลล์มะเร็ง ช่วยต่อต้านมะเร็งได้ เนื่องจากใบมะกรูดนั้นอุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีน
  11. ช่วยแก้เสมหะเป็นพิษ ด้วยการใช้ผิวมะกรูดสดฝานเป็นชิ้นเล็ก ๆ ประมาณ 1 ช้อนแกง เติมการบูรหรือพิมเสน 1 หยิบมือ ชงด้วยน้ำเดือด แช่ทิ้งไว้ แล้วนำน้ำที่ได้มาดื่ม 1-2 ครั้ง (เปลือกผล, ราก)
  12. น้ำมะกรูดใช้แก้อาการเลือดออกตามไรฟันได้ โดยหลังแปรงฟันเสร็จให้ใช้น้ำมะกรูดถูบาง ๆ บริเวณเหงือก
  13. ใช้ปรุงเป็นยาช่วยขับลมในลำไส้ แก้อาการจุกเสียด ท้องอืด แน่นท้อง ด้วยการใช้ผิวมะกรูดสดฝานเป็นชิ้นเล็ก ๆ ประมาณ 1 ช้อนแกง เติมการบูรหรือพิมเสน 1 หยิบมือ ชงด้วยน้ำเดือด แช่ทิ้งไว้ แล้วนำน้ำที่ได้มาดื่ม 1-2 ครั้ง (เปลือกผล)
  14. ช่วยแก้อาการปวดท้องหรือใช้เป็นยาแก้ปวดท้องในเด็กอ่อน ด้วยการนำผลมะกรูดมาคว้านไส้กลางออก นำมหาหิงคุ์ใส่และปิดจุก แล้วนำไปเผาไฟจนดำเกรียมและบดจนเป็นผงละลายกับน้ำผึ้งไว้รับประทาน
  15. แก้อาการปวดได้ หรือจะนำมาป้ายลิ้นเด็กอ่อน ใช้เป็นยาขับขี้เทาก็ได้เช่นกัน
  16. ช่วยขับระดู ขับลม ด้วยการใช้ผลมะกรูดนำมาดองทำเป็นยาดองเปรี้ยวไว้รับประทานแก้อาการ
  17. ช่วยกระทุ้งพิษ ช่วยรักษาฝีภายใน (ราก)
  18. ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ได้เป็นอย่างดี
    น้ำมันมะกรูดมีฤทธิ์อ่อน ๆ ช่วยยับยั้งการหดเกร็งของกล้ามเนื้อได้
  19. ใช้สระผมเพื่อทำความสะอาด ทำให้ผมดกเงางาม ป้องกันผมหงอก แก้ปัญหาผมร่วง ความเปรี้ยวของน้ำมะกรูดยังมีฤทธิ์เป็นกรดช่วยขจัดคราบแชมพู หรือชำระล้างสิ่งอุดตันต่าง ๆ ตามรูขุมขนบนหนังศีรษะ แล้วยังทำให้ผมหวีง่ายอีกด้วย ด้วยการผ่ามะกรูดเป็น 2 ชิ้น เมื่อสระผมเสร็จ ให้เอามะกรูดสระผมซ้ำ ด้วยการใช้มะกรูดยีให้ทั่วบนผม แล้วล้างออก จะช่วยทำความสะอาดผมได้
  20. ช่วยล้างสารเคมีในเส้นผม เนื่องจากในแต่ละวันเราต้องโดนทั้งฝุ่นละออง แสงแดด ยาสระผม ซึ่งเป็นสาเหตุที่อาจทำให้ผมแห้งกรอบได้ แม้จะใช้ครีมนวดผมหรือทรีตเมนต์บำรุงและซ่อมแซมผมก็ตาม แต่สิ่งเหล่านี้ก็ยังมีส่วนผสมของสารเคมีอยู่ สำหรับวิธีการปกป้องเส้นผมและล้างสารเคมีก็ง่าย เพียงแค่ใช้น้ำมะกรูดมาชโลมบนผมที่เปียกชุ่ม แล้วหมักทิ้งไว้ประมาณ 10 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด แล้วล้างซ้ำอีกรอบด้วยน้ำเย็นจะทำให้ผมเงางามและมีน้ำหนักขึ้น และยังช่วยถนอมเส้นผมและบำรุงเส้นผมไปในตัวอีกด้วย
  21. ใช้รักษารังแคและชันนะตุ ด้วยการนำมะกรูดมาเผาไฟ นำมาผ่าเป็นซีกแล้วใช้สระผม จะช่วยรักษาอาการชันนะตุได้
  22. ใช้ผสมเป็นน้ำอาบเพื่อทำความสะอาด ช่วยทำให้ผิวไม่แห้ง ด้วยการนำมะกรูดมาผ่าซีกลงในหม้อต้มเป็นน้ำอาบ
  23. มีอาหารบางชนิดที่นิยมใช้น้ำมะกรูดเป็นส่วนผสม
  24. เนื่องจากน้ำมะกรูดมีน้ำมันหอมระเหยอยู่มาก มีกลิ่นฉุน สามารถนำไปใช้ไล่แมลงบางชนิดได้ เช่น มอดและมดในข้าวสาร ด้วยการใช้ใบมะกรูดสด ๆ ประมาณ 4-5 ใบต่อข้าว 1 ถัง แล้วฉีกใบเป็น 2 ส่วนให้กลิ่นออก แล้วใส่ลงในถังข้าวสาร เมื่อใบมะกรูดแห้งแล้วก็ให้เปลี่ยนใบใหม่ เพียงแค่นี้ก็จะไม่มีแมลงมอดมากวนใจท่านแล้วครับ
  25. มะกรูดสามารถใช้ในการไล่ยุงและกำจัดลูกน้ำได้ เมื่อทานหรือคั้นเอาน้ำแล้วก็อย่าทิ้งเปลือก ให้นำเปลือกมาตากแห้งและเผาไฟจะช่วยไล่ยุงได้ดีนัก (เปลือกผล)
  26. ในปัจจุบันมีการผลิตน้ำมันหอมระเหยในรูปแบบแคปซูลเพื่อใช้ไล่แมลงและหนอนสำหรับเกษตรกร ด้วยการใช้โปรยไว้ใต้ต้นไม้ที่ต้องการไล่แมลง แคปซูลก็จะค่อย ๆ ปล่อยน้ำมันออกมา แถมยังไม่มีอันตรายอีกด้วย
  27. น้ำมันจากใบมะกรูดมีส่วนช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของเชื้อราบางชนิด เช่น ช่วยกระตุ้นการสร้างเส้นใยของราพวกมูเคอร์ แอสเปอร์จิลลัส อัลเทอร์นาเรีย และกระตุ้นการสร้างสปอร์ของแอสเปอร์จิลลัส
  28. ใบมะกรูดและน้ำมะกรูดสามารถใช้ดับกลิ่นคาวในอาหารได้
  29. ใช้ในการประกอบอาหารและแต่งกลิ่นคาวหวานของอาหาร เช่น ต้มยำ แกงเผ็ด ผัดเผ็ด ฉู่ฉี่ ห่อหมก ทอดมัน โรยหน้าข้าวเหนียวหน้ากุ้ง ฯลฯ
  30. น้ำมะกรูดสามารถใช้แทนน้ำมะนาว หรือใช้ร่วมกับมะนาวได้ จะได้รสเปรี้ยวและความหอมของน้ำมันหอมระเหยที่ผิวมะกรูดเพิ่มขึ้นไปด้วย
  31. มะกรูดยังใช้ในพระราชพิธีสำคัญ เช่น พระราชพิธีโสกันต์ ซึ่งระบุไว้ว่าจะต้องมีผลมะกรูดและใบส้มป่อยในการประกอบพิธี
  32. ยาฟอกเลือดสตรี ขับระดู ยาบำรุงประจำเดือน หรือยาแก้ผอมแห้งแรงน้อย มักจะมีมะกรูดอยู่ในตำรับยาเสมอ
  33. มีการนำเปลือกของมะกรูดมาใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางบางชนิด อย่างเช่น สบู่ แชมพูมะกรูดหรือยาสระผมมะกรูด ผลิตภัณฑ์ป้องกันยุงและแมลง เป็นต้น
  34. หากถูกปลิงกัด ไม่ควรดึงออก เพราะจะทำให้แผลฉีกขาดและเลือดจะไหลไม่หยุด แต่วิธีที่ควรทำในเบื้องต้นให้ใช้น้ำมะกรูดมาราดใส่ตรงที่ถูกปลิงเกาะ ก็จะทำให้ปลิงหลุดออกมาเอง
  35. มะกรูดช่วยแก้ปัญหากลิ่นเท้าเหม็น มีกลิ่นอับเชื้อรา ด้วยสูตรมะกรูด ขิง ข่า เกลือ อย่างละเท่า ๆ กัน นำมาต้มรอให้อุ่นสักนิดแล้วแช่เท้าทิ้งไว้ประมาณ 15 นาทีก็จะช่วยลดกลิ่นอับแถมยังคลายความปวดเมื่อยได้อีกด้วย
  36. ช่วยดูดกลิ่นในรองเท้าหรือตู้รองเท้า ด้วยการใช้ผิวมะกรูด ตะไคร้หอม ถ่านป่น และสารส้ม อย่างละ 1 ส่วน นำมาใส่ถุงที่ทำจากผ้าขาวบางหรือผ้าที่มีช่องระบายอากาศ แล้วนำไปใส่ไว้ในตู้รองเท้าหรือในรองเท้า จะช่วยดูดกลิ่นได้อย่างหมดจดเลยทีเดียว
  37. ช่วยทำความสะอาดคราบตามซอกเท้าเพื่อลดความหมักหมมด้วยการใช้สับปะรด 2 ส่วน, สะระแหน่ 1/2 ส่วน, น้ำมะกรูด 1/2 ส่วน, เกลือ 2 ส่วน นำมาปั่นรวมกันแล้วนำไปขัดเท้า
  38. การอบซาวน่าสมุนไพรเพื่อขับสารพิษผ่านเหงื่อและรูขุมขน มักจะมีสมุนไพรที่ประกอบไปด้วย ขมิ้นอ้อย ขมิ้นชัน ไพล ตะไคร้ พิมเสน การบูร และผิวมะกรูดผสมอยู่ด้วย ซึ่งแต่ละตัวก็มีสรรพคุณในการช่วยขับสารพิษทั้งสิ้น

 

แหล่งที่มา.. medthai

Read More
กานพลู

กานพลู สรรพคุณและประโยชน์ของกานพลู 39 ข้อ

กานพลู

กานพลู ชื่อสามัญ Clove

กานพลู ชื่อวิทยาศาสตร์ Syzygium aromaticum (L.) Merr. & L.M.Perry (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Eugenia caryophyllus (Spreng.) Bullock & S.G.Harrison, Eugenia caryophyllata Thunb.) จัดอยู่ในตระกูลชมพู่ (MYRTACEAE)

ต้นกานพลู เป็นไม้ยืนต้นและก็เป็นสมุนไพรประเภทหนึ่งที่น่าจิตใจ มีคุณประโยชน์ทางยามากมาย มีกลิ่นหอมยวนใจส่วนตัว เป็นสมุนไพรไทยที่มีรสเผ็ด โดยมีการเพาะปลูกแล้วก็เก็บเกี่ยวเยอะที่สุดในประเทศอินโดนีเซีย ประเทศอินเดีย ประเทศปากีสถาน รวมทั้งศรีลังกา ฯลฯ

พวกเรานิยมประยุกต์ใช้คุณประโยชน์ได้หลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นดอกตูม ผล ต้น เปลือก ใบ รวมถึงน้ำมันหอมระเหย ในบัญชียาสมุนไพร ตามประกาศคณะกรรมการแห่งชาติด้านยา (ฉบับที่ 5) มีการใช้กานพลูเป็นยารักษาอาการทางระบบไหลเวียนเลือด (แก้ลม) โดยปรากฏอยู่ในตำรับยาหลากหลายประเภท เช่น ยาหอมเทพจิตร ยาหอมนวโกฐ ซึ่งจะมีส่วนประกอบของกานพลูร่วมกับสมุนไพรประเภทอื่นๆอยู่ด้วย มีคุณประโยชน์ช่วยแก้ลม หน้ามืด อาการหน้ามืดลายตา ใจสั่น คลื่นไส้อาเจียน รวมทั้งยังมีการใช้กานพลูเป็นยารักษากรุ๊ปอาการทางระบบของกิน ซึ่งประกอบไปด้วย ยาธาตุบรรจบ ยาประสะกานพลู ซึ่งจะช่วยแก้อาการท้องอืดท้องอืด จุกเสียด ของกินไม่ย่อยฯลฯ

กานพลูซื้อไหน  ถ้าหากซื้อน้อยก็ตามร้านค้ายาแผนไทยทั่วๆไป ตลาดสด ซูเปอร์มาร์เก็ตบางที่ก็มีขาย ร้านค้าขายเครื่องแกงเครื่องเทศทั่วๆไป

ประโยชน์ของกานพลู

  1. กานพลูมีสารประกอบอย่างฟีโนลิกในปริมาณมาก ซึ่งมีสรรพคุณช่วยเรื่องการต่อต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย
  2. ใบกานพลูมีส่วนช่วยเผาผลาญแคลอรี ช่วยลดความอยากน้ำตาล และช่วยลดและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
  3. กานพลูแก้ปวดฟัน ด้วยการใช้น้ำมันที่กลั่นมาจากดอกตูมของดอกกานพลูประมาณ 5 หยด แล้วใช้สำลีพันปลายไม้จุ่มน้ำมันนำมาอุดในรูที่ปวดฟันจะช่วยบรรเทาอาการปวดฟันได้ หรือจะนำดอกมาเคี้ยวแล้วอมไว้ตรงบริเวณที่มีอาการปวดฟันก็ได้ หรือจะนำดอกกานพลูมาตำให้แหลก ผสมกับเหล้าขาวเล็กน้อยพอให้แฉะ แล้วนำมาอุดฟันบริเวณที่ปวด (น้ำมันสกัด) หรือจะใช้ดอกตูมที่แห้งแล้วนำมาแช่เหล้าเอาสำลีชุบอุดรูฟันก็ได้เช่นกัน
  4. ช่วยรักษาโรครำมะนาด (โรคปริทันต์) หรือโรคที่มีการอักเสบของอวัยวะรอบ ๆ ฟันนั่นเอง ด้วยการนำดอกมาเคี้ยวแล้วอมไว้ตรงบริเวณที่มีอาการของโรค (ดอกตูม)
  5. ช่วยระงับกลิ่นปาก ดับกลิ่นเหล้าได้เป็นอย่างดี ด้วยการใช้ดอกตูมของกานพลูประมาณ 3 ดอก อมไว้ในปากจะช่วยลดกลิ่นปากลงไปได้บ้าง และยังเป็นส่วนผสมในน้ำยาบ้วนปากหลายชนิด (ดอกตูม)
  6. ช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน หน้ามืดตาลาย (ดอก)
  7. ช่วยแก้อาการสะอึก แก้ซางต่าง ๆ (ดอก)
  8. ดอกตูมของกานพลูใช้รับประทานเพื่อขับลม แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ (ดอกตูม)
  9. ช่วยบรรเทาอาการปวดท้อง ช่วยลดการบีบตัวของลำไส้ (ดอกตูม)
  10. กานพลูมีสรรพคุณช่วยลดอาการจุกเสียดแน่นท้อง ที่เกิดจากการย่อยอาหารไม่สมบูรณ์ (ดอกตูม)
  11. ช่วยกระตุ้นการหลั่งเมือกและช่วยลดกรดในกระเพาะอาหาร (ดอกตูม)
  12. ช่วยแก้อาการท้องเสียในเด็ก (ดอกตูม)
  13. ช่วยแก้อาการเหน็บชา (ดอกตูม)
  14. ช่วยรักษาโรคหืดหอบ (ดอกตูม)
  15. ช่วยแก้อาการไอ ด้วยการอมดอกกานพลู ระหว่างอมอาจจะรู้สึกชาปากบ้างเล็กน้อย (ดอกตูม)
  16. ช่วยรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน (ดอกตูม)
  17. ช่วยขับเสมหะ แก้เสมหะเหนียวข้น (ดอกตูม)
  18. ช่วยขับน้ำดี (ดอกตูม)
  19. มีส่วนช่วยในการดูดซึมของธาตุเหล็กให้ดียิ่งขึ้น
  20. ช่วยแก้น้ำเหลืองเสีย แก้เลือดเสีย (ดอกตูม)
  21. ช่วยขับน้ำคาวปลา (ดอกตูม)
  22. ช่วยแก้ลม แก้ธาตุพิการ บำรุงธาตุ (ดอกตูม)
  23. ช่วยขับผายลม จับลมในลำไส้ (ดอกตูม)
  24. เปลือกของต้นการพลู ช่วยแก้อาการปวดท้อง แก้ลม และช่วยคุมธาตุ
  25. ผลของกานพลูนำมาใช้เป็นเครื่องเทศ ซึ่งเป็นตัวช่วยให้มีกลิ่นหอม
  26. น้ำมันหอมระเหยของกานพลู (Essential oil) ช่วยฆ่าเชื้อโรคได้ (น้ำมันหอมระเหย)
  27. น้ำมันหอมระเหยของกานพลู ช่วยทำให้ประสาทสงบ
  28. ใช้เป็นยาระงับอาการชักกระตุก ด้วยน้ำมันหอมระเหยจากกานพลู (น้ำมันหอมระเหย)
  29. ช่วยทำให้ผิวหนังชา ด้วยการใช้น้ำมันหอมระเหยจากดอกกานพลู เพราะมีสาร Eugenol ซึ่งมีฤทธิ์เป็นยาชาเฉพาะที่ (น้ำมันหอมระเหย)
  30. ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นเชื้อบิดชนิดไม่มีตัว เชื้อหนอง เชื้อโรคไทฟอยด์ เป็นต้น (ดอกตูม)
  31. น้ำมันหอมระเหยจากกานพลูมีส่วนช่วยฆ่าเชื้อจากบาดแผล แมลงสัตว์กัดต่อยได้
  32. งานวิจัยพบว่าน้ำมันกานพลูสามารถช่วยละลายลิ่มเลือดและช่วยลดการจับตัวเป็นก้อนได้
  33. กานพลูเป็นหนึ่งในสมุนไพรที่นำมาใช้ในการย้อมสีผม ซึ่งจะให้สีผมที่ใกล้เคียงกับสีดำ
  34. น้ำมันกานพลู (Clove oil) นำมาใช้ในการแต่งกลิ่นอาหาร แต่งกลิ่นสบู่ และยาสีฟัน
  35. ประโยชน์ของกานพลูน้ำมันกานพลูมีฤทธิ์ในการช่วยไล่ยุงได้
  36. ใช้เป็นส่วนผสมของสมุนไพรในตำรับยาต่าง ๆ หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น พิกัดตรีพิษจักร พิกัดตรีคันธวาต ยาหอมเทพจิต ยาหอมนวโกฐ ยาธาตุบรรจบ ยาประสะกานพลู เป็นต้น
  37. กานพลูเป็นหนึ่งในสมุนไพรที่แนะนำให้รับประทานของหญิงให้นมบุตรเพราะช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต และทำให้มีน้ำนมเพิ่มมากขึ้น แต่สำหรับหญิงที่อยู่ระหว่างการตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำมันหอมระเหยกานพลู เว้นแต่จะได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ
  38. ผู้ผลิตบางรายได้นำกานพลูมาทำเป็นบุหรี่ หรือที่เรียกกันว่าบุหรี่กานพลู โดยมีการพัฒนาสูตรใหม่ ๆเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรสชาติ ที่มีทั้งรสช็อกโกแลต รสบ๊วย รสวานิลลา รสผลไม้ และอื่น ๆ มากมาย แต่เหล่านี้ก็ยังถือเป็นอันตรายต่อสุขภาพอยู่ดี จึงไม่ขอแนะนำ และบุหรี่กานพลูก็มีพิษเทียบเท่ากับบุหรี่ทั่วไปอีกด้วย
  39. น้ำมันสกัดจากการพลูสามารถช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของ Lactococcus garvieae ในอาหารเลี้ยงเชื้อได้ เมื่อนำอาหารปลาที่ผสมกับน้ำมันกานพลูมาเลี้ยงปลานิล จะทำให้ปริมาณการตายเนื่องจากการติดเชื้อ L. garvieae ของปลานิลลดลง

 

 

แหล่งที่มา.. medthai

Read More
ผักคะน้า

คะน้า สรรพคุณและก็ประโยชน์ต่างๆที่ได้รับจากผักคะน้า 30 ข้อ

ผักคะน้า

ผักคะน้า ชื่อสามัญ Kai-Lan (Gai-Lan), Chinese broccoli, Chinese kale (คนจีนจะเรียกว่าผักประเภทนี้ว่า ไก่หลันไช่)

ผักคะน้า ชื่อวิทยาศาสตร์ Brassica oleracea L. Cv. Alboglabra Group (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Brassica alboglabra L.H.Bailey) จัดอยู่ในตระกูลผักกาด (BRASSICACEAE หรือ CRUCIFERAE)

คะน้า เป็นผักที่มีต้นกำเนิดในทวีปเอเชียซึ่งเพาะปลูกมากมายในประเทศจีน ไต้หวัน ประเทศฮ่องกง มาเลเซีย รวมถึงเมืองไทยบ้านพวกเราด้วย

ผักคะน้าเป็นผักซึ่งสามารถเพาะปลูกได้ทั้งปี (แต่ว่าระยะเวลาเพาะปลูกที่ดีเยี่ยมที่สุดจะในตอนตุลาคม – ม.ย.) มีช่วงเวลาสำหรับในการเก็บเกี่ยวสั้น สำหรับบ้านพวกเราสายพันธุ์ที่นิยมนำมาปลูกจะมีอยู่ร่วมกัน 3 สายพันธุ์ อาทิเช่น ชนิดใบกลม ชนิดใบแหลม ชนิดยอดหรือก้าน ฯลฯ เมื่อหาซื้อมาแล้วควรจะเก็บใส่ไว้ภายในกล่องหรือถุงก๊อบแก๊บ ผูกหรือปิดให้แน่นและจากนั้นจึงนำไปแช่ไว้ภายในช่องเก็บผักของตู้แช่เย็น ซึ่งเป็นแนวทางที่สามารถช่วยรักษาวิตามินในผักให้ดำรงอยู่ได้มากที่สุด

สรรพคุณของคะน้า

  • สรรพคุณของผักคะน้ามีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายได้
  • ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานในกับร่างกาย ทำให้มีสุขภาพแข็งแรง
  • ช่วยบำรุงผิวพรรณและป้องกันการติดเชื้อต่าง ๆ
  • ผักคะน้ามีวิตามินซี ซึ่งมีส่วนช่วยเสริมสร้างเนื้อเยื่อให้ชุ่มชื้นมากขึ้น (วิตามินซี)
  • ช่วยบำรุงและรักษาสายตา (วิตามินเอ)
  • คะน้ามีสารลูทีน (Lutein) ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคต้อกระจกได้ถึง 29% (ลูทีน)
  • ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมและยังช่วยป้องกันการเสื่อมของศูนย์จอตาได้อีกด้วย
  • ช่วยบำรุงโลหิต
  • ธาตุเหล็กและธาตุโฟเลตในผักคะน้ามีความสำคัญต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง
  • ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต
  • ธาตุเหล็กเป็นส่วนประกอบของกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อต่าง ๆ ทำหน้าที่ช่วยขับออกซิเจนที่เลือดนำมาไว้ใช้
  • ผักคะน้ามีแคลเซียม ซึ่งมีส่วนช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟัน (แคลเซียม)
  • ช่วยป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุน (แคลเซียม)
  • มีส่วนช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล
  • ผักคะน้ามีแมกนีเซียมสูง ซึ่งช่วยลดความถี่ของอาการไมเกรนลงได้ (ธาตุแมกนีเซียม)
  • ช่วยชะลอปัญหาความจำเสื่อม ทำให้อัตราการเปลี่ยนของความจำช้าลง และช่วยชะลอการเสื่อมของอายุสมอง (วิตามินอี)
  • มีคุณสมบัติช่วยป้องกันยับยั้งการเจริญของเนื้องอก ยับยั้งสารก่อมะเร็ง ต่อต้านอนุมูลอิสระและสารก่อมะเร็ง ช่วยส่งเสริมการทำงานของเอนไซม์ที่ช่วยขับพิษของสารก่อมะเร็ง
  • ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้ มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งปอด และมะเร็งเต้านม
  • ช่วยป้องกันการเกิดโรคโลหิตจาง
  • ช่วยรักษาโรคหอบหืด เพราะช่วยลดการบีบตัวของกล้ามเนื้อเรียบในหลอดลม และยังช่วยขยายหลอดลมของผู้ที่เป็นโรคหอบหืดอีกด้วย
  • ช่วยรักษาโรคภูมิแพ้ ช่วยคลายการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อหลอดลมเมื่อถูกโจมตีด้วยละอองเกสรหรือฝุ่นที่ทำให้ร่างกายต่อต้าน
  • ช่วยป้องกันโรคท้องผูก (เส้นใย)
  • การรับประทานผักคะน้าเป็นประจำจะช่วยป้องกันการเกิดตะคริว
  • ช่วยรักษาสมดุลของระดับฮอร์โมนเอสโตรเจน
  • ช่วยปรับสมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย ช่วยลดอาการหงุดหงิด อารมณ์แปรปรวนในสตรีช่วงมีประจำเดือน
  • เป็นผักที่เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวานหรือผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำตาลเป็นพิเศษ เพราะผักคะน้าถือว่าจัดอยู่ในกลุ่มผักที่มีน้ำตาลน้อยที่สุดเลยก็ว่าได้ (3-5%)
  • ช่วยเสริมสร้างสมองของเด็กทารกในครรภ์ (กรดโฟลิก)
  • ผักคะน้ามีโฟเลตสูง จำเป็นอย่างมากสำหรับหญิงตั้งครรภ์ เพราะช่วยลดความเสี่ยงต่อการที่เด็กทารกพิการแต่กำเนิด (โฟเลต)
  • ช่วยลดอาการกินของจุบจิบ เพราะแคลเซียมจะช่วยปรับระดับของฮอร์โมนให้คงที่ ทำให้ความอยากกินของจุบจิบสลายตัวไปได้ (ธาตุแคลเซียม)

ประโยชน์ของคะน้า

  • สามารถนำมาทำเป็นอาหารได้หลากหลายเมนู เมนูคะน้าก็เช่น ผัดคะน้าหมูกรอบ ผัดผักคะน้า ยำก้านคะน้า ต้มจับฉ่าย คะน้าไก่กรอบ คะน้าปลาเค็ม คะน้าเห็ดหอม คะน้าปลากระป๋อง ข้าวผัดคะน้า เป็นต้น

 

 

แหล่งที่มา.. medthai

Read More
กระท้อน

กระท้อน สรรพคุณแล้วก็คุณประโยชน์ของกระท้อน 14 ข้อ

กระท้อน ชื่อสามัญ Santol, Sentul, Red sentol, Yellow sentol

กระท้อน ชื่อวิทยาศาสตร์ Sandoricum koetjape (Burm.f.) Merr. จัดอยู่ในตระกูลกระท้อน (MELIACEAE)

กระท้อน มีชื่อท้องถิ่นอื่นๆว่า สะตู สตียา (จังหวัดนราธิวาส), สะโต (จังหวัดปัตตานี), เตียนล่อน สะท้อน (ภาคใต้), มะติ๋น (ภาคเหนือ), มะต้อง (จังหวัดอุดรธานี, ภาคเหนือ) ฯลฯ

สายพันธุ์กระท้อน สำหรับสายพันธุ์ของกระท้อนยอดนิยมนั้นเป็นชนิดกระท้อนห่อที่มีรสหวาน ดังเช่นว่า สายพันธุ์อีล่า ปุยฝ้าย ทับทิม อินทรชิต นิ่มนวล ขันทอง เทพรส อีแดง ส่วนประเภทท้องถิ่นนั้นจะมีรสเปรี้ยว ผลเยอะแต่ว่ามีขนาดเล็ก ก็เลยนิยมเอามาทำเป็นกระท้อนทรงเครื่อง กระท้อนดอง

กระท้อนคือผลไม้ที่มีธาตุโพแทสเซียมสูง ก็เลยไม่ค่อยเหมาะสมนักสำหรับคนที่มีอาการป่วยด้วยโรคไต ด้วยเหตุว่าผู้เจ็บป่วยบางรายอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีภาวการณ์โพแทสเซียมสูงอยู่แล้ว ก็เลยจะต้องควบคุมการกินโพแทสเซียมเป็นพิเศษ แล้วก็สำหรับคนทั่วๆไปที่มิได้เป็นโรคไตก็ไม่สมควรประมาท เพราะเหตุว่ามีการตรวจเจอว่ากระท้อนก็มีสารฟอกขาว (สารโซเดียมไฮโดรซัลไฟต์) แปดเปื้อนได้เช่นเดียวกัน ซึ่งถ้าหากได้รับไปสู่ร่างกายในจำนวนมากจะกำเนิดอาการอักเสบตามอวัยวะที่สัมผัส ได้แก่ ปากรวมทั้งกระเพาะ รวมถึงมีลักษณะอาการแน่นหน้าอก เจ็บท้อง คลื่นไส้อีกด้วย

สรรพคุณของกระท้อน

  • ใช้ทำเป็นยาธาตุ (ราก)
  • ใช้ใบสดต้มอาบแก้ไข้ (ใบ)
  • ช่วยขับเหงื่อ (ใบ)
  • รากกระท้อนช่วยแก้บิด (ราก)
  • ช่วยแก้อาการท้องเสีย (ราก)
  • ใช้ทำเป็นยาขับลม (ราก)
  • กระท้อนมีสรรพคุณใช้เป็นยาฝาดสมาน (ผล)
  • ช่วยรักษาโรคผิวหนัง กลากเกลื้อน (เปลือก)
  • หลายส่วนของกระท้อนมีสรรพคุณออกฤทธิ์แก้อาการอักเสบ
  • สารสกัดจากเมล็ดกระท้อนมีฤทธิ์เป็นยาฆ่าแมลง
  • สารสกัดจากกิ่งกระท้อนมีผลยับยั้งมะเร็งในหลอดทดลองได้

ประโยชน์ของกระท้อน

  • กระท้อนมีประโยชน์ ผลใช้รับประทานเป็นอาหาร ใช้ทำอาหารคาวหวานได้หลากชนิด เช่น แกงคั่ว แกงฮังเล ผัด ตำกระท้อน ส่วนอาหารหวานก็เช่น กระท้อนทรงเครื่อง กระท้อนลอยแก้ว กระท้อนดอง กระท้อนกวน กระท้อนแช่อิ่ม เยลลี่กระท้อน แยมกระท้อน น้ำกระท้อน หรือใช้กินเป็นผลไม้สดก็ได้เช่นกัน (ผล)
  • ประโยชน์กระท้อน ลำต้นใช้ทำเป็นไม้ใช้สอยต่าง ๆ เช่น ทำไม้กระดาน เป็นต้น (ต้น)
  • ประโยชน์ของกระท้อน กระท้อนเป็นผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว มีฤทธิ์เย็น จึงเหมาะกับผู้ที่เกิดในเดือนสิงหาคม กันยายน และตุลาคม ซึ่งธาตุเจ้าเรือนอยู่ในธาตุน้ำ

 

แหล่งที่มา.. medthai

Read More
ชาดำ

ชาดำ (Black Tea) สรรพคุณและประโยชน์ของชาดำ 14 ข้อ

ชาดำ

ชาดำ (Black tea) เป็น ชาที่ผ่านการเปลี่ยนแปลงรูป ซึ่งได้มาจากการเก็บใบชาอ่อน (ใบชาสายพันธุ์ Camellia sinensis) เอามาทำให้แห้งเพื่อลดจำนวนของน้ำลงนิดหน่อย แล้วนำใบชาครึ่งหนึ่งแห้งนั้นไปกดหรือบดด้วยลูกกลิ้ง เพื่อใบชาบอบช้ำ ซึ่งเซลล์ในใบชาจะแตกบอบช้ำโดยใบไม่ขาด และก็โปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีในเซลล์จะเสื่อมสภาพสารเกิดเป็นวิธีการหมัก นำมาซึ่งการก่อให้เกิดกลิ่นแล้วก็รส จนกระทั่งใบชาเริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีทองแดง เมื่อทิ้งเอาไว้ระยะหนึ่งก่อนใช้ความร้อนเป่าไปที่ใบชา (หรือบางทีอาจนำใบชาไปอังไฟ หรือรมด้วยละอองน้ำ) โปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีจะสิ้นฤทธิ์ ใบชาเริ่มกลายเป็นสีดำ เมื่อนำไปตากหรืออบให้แห้ง หลังจากนั้นก็บดหรือหั่นตามแต่ประเภทของชา ซึ่งชาที่ได้มานี้จะเรียกว่า ชาดํา

จากการเปลี่ยนแปลงรูปจะมองเห็นได้ว่า ชาดำเป็นชาที่ผ่านการดองอย่างสมบูรณ์ ซึ่งจะต่างจากชาอู่หลงตรงที่ชาอู่หลงนั้นใช้กรรมวิธีการหมักแบบออกซิเดชั่น แม้กระนั้นชาดำจะใช้กรรมวิธีการหมักโดยแบคทีเรียราวกับการเพาะบ่มเหล้าองุ่น ซึ่งแนวทางการหมักนี้จะมีผลให้สามารถหมักชาได้อย่างเต็มเปี่ยม ยิ่งบ่มนานก็ยิ่งได้รสที่ดี ซึ่งชาดำที่มีชื่อเสียงมากมายแล้วก็เป็นที่ชื่นชอบสูงก็คือ “ชาผู่เอ๋อร์” (Pu-erh) จากจีน รวมทั้ง ชาอัสสัม (Assam) จากประเทศอินเดีย

ในขั้นตอนการผลิตชาดำนั้น จะมีผลให้สารเคมีที่มีสาระน้อยลง (คาเทชิน) เมื่อเปรียบเทียบกับชาเขียวที่ไม่ผ่านขั้นตอนการหมัก โดยชาเขียว 100 กรัม จะมีสารติดอยู่เทคุ้นชินคงเหลือราวๆ 14.2 กรัม ตอนที่ชาดำจะมีสารติดอยู่เทคุ้นชินเหลืออยู่เพียงแต่ 4 กรัม แม้กระนั้นอย่างไรก็ดี รวมทั้งยังพบว่าชาดำกับชาเขียวก็มีจำนวนของสารโพลีฟีนอลที่ใกล้เคียงกัน เป็นในใบชา 100 กรัม จะมีโพลีฟีนอลอยู่ราวๆ 15-16 กรัม ด้วยเหตุผลดังกล่าวนักวิทยาศาสตร์ก็เลยการันตีว่า ชาดำก็ให้คุณประโยชน์ต่อร่างกายได้เช่นเดียวกัน แม้กระนั้นนักวิทยาศาสตร์โดยมากก็ยังมั่นใจว่าชาเขียวนั้นมีสาระมากยิ่งกว่า เนื่องด้วยมีสารคาเทชินที่มากกว่านั่นเอง

ดังนี้ ชาดำจะมีรสชาติขมนิดหน่อย ให้รสละมุนกลมกล่อมละมุนละไม เปียกแฉะคอ และก็มีจำนวนของคาเฟอีนเยอะที่สุดในบรรดาชาด้วยกัน หรือราวๆ 40 มก.ต่อถ้วย (แม้กระนั้นก็ยังน้อยกว่าในกาแฟที่มีกาเฟอีนอยู่ 100 มก.ขึ้นไป) ในเรื่องของรสถ้าเทียบชาดำกับชาเขียวแล้ว จะพบว่าชาดำจะมี monoterpene alcohols ซึ่งเป็นสารให้กลิ่นมากยิ่งกว่าชาเขียว ด้วยเหตุดังกล่าวก็เลยทำให้มีผู้นิยมกลิ่นของชาดำมากยิ่งกว่า ส่วนสีของชาดำนั้นจะมีตั้งแม้กระนั้นสีน้ำตาลปนแดงไปจนกระทั่งสีน้ำตาลเข้มจนถึงแทบดำ

สรรพคุณของชาดำ

  • ช่วยบำรุงหัวใจ
  • ช่วยบำรุงกระเพาะ
  • ช่วยในการย่อยอาหาร บรรเทาอาการอาหารไม่ย่อย
  • ช่วยบำรุงโลหิตสำหรับสตรีที่มีประจำเดือน
  • ในใบชามีสารฟลูออไรด์ที่ช่วยยับยั้งแบคทีเรียในช่องปาก จึงช่วยป้องกันฟันผุ และช่วยลดอาการสึกหรอของฟันได้เป็นอย่างดี

ประโยชน์ของชาดำ

  1. ชาดำนั้นอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เช่นเดียวกับ ชาเขียว ชาขาว ชาวอู่หลง จึงช่วยในการล้างสารพิษในร่างกาย ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคต่าง ๆ และช่วยในการชะลอวัย
  2. ช่วยทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า แก้อาการง่วงนอน เพราะในชาดำจะมีสารกาเฟอีนที่ทำให้รู้สึกสดชื่น ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตและช่วยกระตุ้นระบบกล้ามเนื้อหัวใจ
  3. จากรายงานของยูนิเวอร์ซิตี้ คอลเลจ ลอนดอน ได้ระบุว่า ชาดำมีผลต่อระดับฮอร์โมนความเครียดในร่างกายที่มีชื่อว่า “คอร์ติซอล” การดื่มชาดำเป็นประจำสม่ำเสมออาจจะช่วยทำให้ความจำดียิ่งขึ้น เพราะชาดำมีผลต่อการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์บางชนิด คือ เอนไซม์ Butyrylcholinesterase ที่มีส่วนร่วมก่อโปรตีน Amyloid Beta ในสมอง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคอัลไซเมอร์
  4. มีงานวิจัยของศาสตราจารญ์แอนดริว เตรบโต ที่ได้ตีพิมพ์ลงในวารสาร Psychopharmacology โดยระบุว่า จากการทดลองพบว่าคนที่ดื่มชาดำสามารถลดความเครียดได้ง่ายและฟื้นตัวจากความเครียดได้เร็วกว่าคนที่ไม่ดื่มชาหรือได้รับชาดำหลอก อย่างไรก็ตาม ยังไม่แน่ชัดว่าสารเคมีอะไรที่มีผลต่อการฟื้นตัวจากสภาพความเครียดดังกล่าว เพราะสารเคมีที่พบในใบชานั้นมีความซับซ้อน และมีสารเคมีหลายตัวที่มีผลต่อการส่งกระแสประสาทในสมอง เช่น amino acids, catechins, flavonoids และ polyphenols เป็นต้น
  5. ชาดำมีส่วนในการช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ได้เป็นอย่างดี ช่วยเพิ่มกระบวนการเผาผลาญ ช่วยละลายไขมัน ทำให้ไขมันแตกตัว และช่วยในการลดน้ำหนัก (ควรเป็นชาร้อน เพราะจะช่วยลดไขมัน ถ้าเป็นชาเย็นจะทำให้ไขมันเกิดการจับตัว) และจากงานวิจัยของสหรัฐฯ (US. Department of Agriculture) ได้พบว่ากลุ่มชายหญิงที่ดื่มชาดำวันละ 5 แก้ว จะมีระดับคอเลสเตอรอลเลว (LDL) ลดลงประมาณ 6-10% หลังการดื่มชาดำได้เพียง 3 สัปดาห์
  6. ช่วยลดการดูดซึมของน้ำตาลและไขมันเข้าสู่กระแสเลือด จากงานวิจัยพบว่า ชาดำสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดให้กับผู้ป่วยได้เป็นอย่างดี และจากงานวิจัยร่วมของมหาวิทยาลัย Dundee University และมหาวิทยาลัย The Scottish Crop Research Institute ได้รายงานว่า สาร theaflavins และ therubigins ที่พบได้ในชาดำ ทำหน้าที่เลียนแบบอินซูลินตามธรรมชาติ ซึ่งมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ร่างกายไม่สามารถผลิตอินซูลินได้เพียงพอ
  7. นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยบอสตัน สหรัฐอเมริกา ได้ระบุว่า การดื่มชาดำสามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจได้ เนื่องจากชาดำมีสรรพคุณปรับปรุงสภาพเส้นเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงหัวใจ และยังมีงานวิจัยล่าสุดที่ช่วยยืนยันผลการศึกษาก่อนหน้านี้ว่าชาประกอบไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่เรียกกันว่า ฟลาโวนอยด์ สารชนิดนี้จะช่วยป้องกันคอเลสเตอรอลไม่ให้ทำลายเส้นเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงหัวใจ ทั้งนี้ก็เพราะโรคหัวใจที่เกิดจากการขาดเลือดไปหล่อเลี้ยง มีสาเหตุสำคัญอยู่ที่ชั้นบาง ๆ ของเซลล์ที่อยู่บริเวณผนังของเส้นเลือดถูกทำลาย ซึ่งทำหน้าที่ทำให้เส้นเลือดมีความยืดหยุ่น ขยายตัวหรือหดตัวได้ตามที่หัวใจต้องการเลือด และยังช่วยป้องกันเลือดจับตัวเป็นก้อนและผนังเลือดอักเสบอีกด้วย การดื่มชาดำจึงส่งผลในระยะยาวต่อหลอดเลือด ซึ่งจากการทดลองกับอาสาสมัครจำนวน 50 ราย ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจ โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกให้ดื่มชาดำ ส่วนกลุ่มที่สองให้ดื่มน้ำเปล่า ผลการทดลองพบว่ากลุ่มที่ดื่มชาดำวันละ 4 ถ้วย จะมีชั้นบาง ๆ ที่หลอดเลือดไปเลี้ยงหัวใจดีขึ้น แต่ในกลุ่มที่ดื่มน้ำเปล่าไม่มีผลใด ๆ
  8. มีการศึกษาที่พบว่า คนที่ดื่มชาดำประมาณ 3 ถ้วยต่อวัน จะมีโอกาสเกิดภาวะหัวใจวายเฉียบพลันลดลงถึง 21%
  9. ช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง จากงานวิจัยพบว่า ชาดำสามารถขจัดสารที่ทำให้เกิดเนื้องอกหรือมะเร็งออกไปได้ โดยเฉพาะมะเร็งปอด ปาก หน้าอก ท้อง ลำไส้ใหญ่ หลอดอาหาร และผิวหนัง

 

แหล่งที่มา.. medthai

Read More
ว่านหางจระเข้

ว่านหางจระเข้ คุณประโยชน์รวมทั้งประโยชน์ซึ่งมาจากว่านหางจระเข้ 26 ข้อ

ว่านหางจระเข้

ว่านหางจระเข้

ว่านหางจระเข้ ชื่อสามัญ Aloe, Aloe vera, Aloin, Barbados, Jafferabad, Star cactus

ว่านหางจระเข้ ชื่อวิทยาศาสตร์ Aloe vera (L.) Burm.f. จัดอยู่ในตระกูล XANTHORRHOEACEAE แล้วก็อยู่ในตระกูลย่อย ASPHODELOIDEAE

สมุนไพรว่านหางจระเข้ มีชื่อท้องถิ่นอื่นๆดังเช่น ว่านไฟไหม้ (ภาคเหนือ), หางตะเข้ (ภาคกลาง) ฯลฯ

ต้นว่านหางจระเข้ มีถิ่นเกิดเริ่มแรกในแถบชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและก็รอบๆตอนใต้ของทวีปแอฟริกา โดยจัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกแก่ยาวนานหลายปี มีความสูงราว 0.5-1 เมตร ลำต้นเป็นข้อบ้องสั้น มีใบเป็นใบโดดเดี่ยว ใบดกแล้วก็ยาว อวบน้ำ แผ่นใบมีสีเขียว มีจุดยาวสีขาวอ่อนออกเรียงเวียนรอบต้น โคนใบใหญ่ ปลายใบแหลม ขอบของใบหยัก มีหนามแหลมเล็กๆสีขาวอยู่ห่างกัน ภายในใบเป็นวุ้นสีเขียวอ่อน ส่วนดอกว่านหางจระเข้ มีดอกเป็นช่อกระจะที่ปลายยอด ดอกมีสีแดงอมสีเหลือง ก้านช่อดอกยาว โคมเชื่อมชิดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 6 แฉก เรียงเป็น 2 ชั้น เป็นรูปแตร ส่วนผลว่านหางจระเข้ สำเร็จแห้งเหมือนรูปกระสวย

คำว่า อะโล (Aloe) มาจากภาษากรีกโบราณเป้าหมายถึงว่านหางจระเข้ ซึ่งเป็นคำที่แผลงมาจากคำว่า Allal ในภาษาคนยิวที่แปลว่าฝาดหรือขม เนื่องจากเมื่อคนได้ยินคำนี้ก็จะรำลึกถึงว่านหางจระเข้นั่นเอง ว่านหางจระเข้ธรรมดาแล้วเป็นพืชที่ขึ้นในเขตร้อนแล้วก็วันหลังได้แพร่กระจายจำพวกไปสู่ทวีปเอเชียรวมทั้งยุโรป จนถึงทุกๆวันนี้ว่านหางจระเข้ก็ได้รับความนิยมของทั้งโลกไปแล้ว โดยว่านหางจระเข้จะมีเยอะมากกว่า 300 สายพันธุ์ ซึ่งมีตั้งแม้กระนั้นขนาดเล็กกว่า 10 ซม.ไปจนกระทั่งสายพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่ ลักษณะพิเศษของว่านหางจระเข้ก็คือ มีใบแหลมเหมือนเข็ม มีรายละเอียดและก็ในเนื้อมีน้ำเมือกเหนียว

เมื่อเอ๋ยถึง สมุนไพรว่านหางจระเข้ พวกเราชอบระลึกถึงคุณประโยชน์สำหรับในการรักษาแผลไฟเผา น้ำร้อนลวก แผลสด ช่วยทุเลาลักษณะของการปวดแสบปวดร้อน ใช้ทาเพื่อป้องรอยแผลเป็นมาตั้งแต่เด็กๆซึ่งสารที่สามารถใช้รักษาแผลดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นได้เป็นสาร Glycoprotein ที่มีชื่อว่า Aloctin A เป็น Anti-inflammatory ที่เจอได้ในทุกๆส่วนของว่านหางจระเข้ ซึ่งเว้นเสียแต่คุณประโยชน์ดังกล่าวข้างต้นแล้วยังเป็นประโยชน์ของว่านหางจระเข้ฯลฯ ไปดูกันเลย…

คุณประโยชน์ของว่านหางจระเข้

  1. ช่วยคุ้มครองเบาหวาน ด้วยการกินเนื้อวุ้น หรือจะทำเป็นน้ำปั่นว่านหางจระเข้มาดื่มก็ได้ ก็จะช่วยทุเลาอาการรวมทั้งปกป้องเบาหวานได้
  2. ว่านหางจระเข้มีคุณประโยชน์ช่วยแก้ลักษณะของการปวดหัว ด้วยการตัดใบสดของว่านหางจระเข้แล้วทาปูนแดงด้านหนึ่ง แล้วเอาด้านที่ทาปูนปิดตรงขมับ จะช่วยทุเลาลักษณะของการปวดหัวได้ (ใบ)
  3. วุ้นว่านหางจระเข้มีคุณประโยชน์ช่วยรักษาแผลในกระเพาะ ช่วยคุ้มครองแล้วก็ลดการเกิดแผลในกระเพาะขณะท้องว่าง ช่วยรักษาโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารต่างๆ
  4. เนื้อว่านหางจระเข้คุณประโยชน์ว่านหางจระเข้ช่วยแก้กระเพาะไส้อักเสบ ด้วยการกางใบเอามาปอกมัวแต่วุ้น เอามากินวันละ 2 ครั้ง ทีละ 2 ช้อนโต๊ะ (เนื้อวุ้น)
  5. ใช้เป็นถ่าย ยาระบาย ที่เปลือกของว่านหางจระเข้จะมีน้ำยางสีเหลือง ในน้ำยางจะมีสารแอนทราควิโนน (Anthraquinone) ที่มีฤทธิ์เป็นยาระบาย ถ้าหากนำน้ำยางไปต้มให้น้ำระเหยออกแล้วทิ้งเอาไว้ให้เย็น ก็จะได้สารสีน้ำตาลเกือบจะดำ หรือเรียกว่า “ยาดำ” ซึ่งยาดำนี้เองใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยาแผนโบราณที่ปรารถนาให้มีฤทธิ์เป็นยาระบายอยู่หลายตำรับ (ยางในใบ)
  6. ช่วยรักษาท้องผูก ด้วยผู้กระทำรีดเอายางจากว่านหางจระเข้มาต้มให้งวด ทิ้งเอาไว้ให้เย็นจะได้ก้อนยาสีดำ (ยาดำ) แล้วตักมาใช้ราวช้อนชา เพิ่มเติมน้ำเดือด 1 ถ้วย แล้วคนให้ละลาย โดยคนแก่กินทีละ 2 ช้อนชาก่อนนอน แม้กระนั้นถ้าหากเป็นเด็กให้กินทีละ 1 ช้อนชาก่อนนอน
  7. ช่วยรักษาริดสีดวงทวาร ด้วยการใช้เนื้อวุ้นจากใบเหลาให้เป็นปลายแหลมน้อย และก็นำไปแช่ตู้แช่เย็นหรือน้ำแข็งจนกระทั่งเนื้อแข็ง แล้วหลังจากนั้นก็ค่อยนำไปใช้เหน็บในช่องทวารหนัก ควรจะหมั่นทำบ่อยเป็นประจำวันละ 1-2 ครั้งกระทั่งจะหาย (เนื้อยุ่ง)
  8. ช่วยแก้โรคหนองใน (ราก, เหง้า)
  9. ช่วยแก้มุตกิดหรือตกขาวของสตรี (ราก, เหง้า)
  10. ทั้งยังต้นของว่านหางจระเข้มีรสเย็น ใช้ดองกับเหล้าเอามาดื่มช่วยขับน้ำคร่ำได้ (ทั้งยังต้น)
  11. ช่วยทุเลารวมทั้งแก้ลักษณะของการปวดตามข้อ ด้วยการกินเนื้อวุ้นทีละ 1-2 ช้อนโต๊ะ วันละ 3 ครั้งบ่อยๆ จะช่วยปรับให้ลักษณะของการปวดดียิ่งขึ้น (วุ้นจากใบ)
  12. ใบว่านหางจระเข้มีรสเย็น เอามาตำผสมกับเหล้าใช้พอกรักษาฝีได้ (ใบ)
  13. ช่วยรักษาแผลสด แผลจากของมีคม แผลที่ริมฝีปาก แก้ฝี แก้ตะมอย ด้วยการใช้วุ้นจากใบเอามาติดรอบๆแผลให้มิดชิดและก็ใช้ผ้าปิดไว้ แล้วหยอดน้ำมูกลงตรงแผลให้เปียกแฉะอยู่ตลอด หรือจะตระเตรียมเป็นขี้ผึ้งก็ได้ (วุ้นจากใบ)
  14. ช่วยรักษาแผลถลอกปอกเปิกและก็แผลจากการเช็ดกครูด (แผลเหล่านี้จะปวดมากมาย) ให้ใช้วุ้นว่านหางจระเข้เอามาทาแผลเบาๆในวันแรกจำต้องทาบ่อยๆจะช่วยสำหรับเพื่อการรักษาแผล ทำให้แผลหายเร็วเพิ่มขึ้น รวมทั้งทำให้ไม่เจ็บแผลมากมาย (วุ้นจากใบ)
  15. ช่วยรักษาแผลไฟเผา น้ำร้อนลวก ช่วยดับพิษร้อนทุเลาลักษณะของการปวดแสบปวดร้อนจากแผล ด้วยการใช้วุ้นจากใบสดที่ล้างน้ำสะอาด แล้วฝานบางๆเอามาทาหรือติดไว้รอบๆแผลตลอดระยะเวลา จะช่วยปรับให้แผลหายเร็วมากขึ้นแล้วก็บางทีอาจไม่กำเนิดรอยแผลเป็นด้วย (วุ้นจากใบ)
  16. ช่วยกำจัดรอยแผลเป็น ทำให้รอยแผลจางลง คุ้มครองป้องกันการเกิดรอยแผลเป็น (วุ้นจากใบ)
  17. ช่วยรักษาตาปลาและก็ฮ่องกงฟุต ด้วยการใช้วุ้นจากใบที่ล้างสะอาดแล้ว เอามาปิดไว้รอบๆที่เป็นรวมทั้งหมั่นเปลี่ยนแปลงเสมอๆจนกระทั่งจะดียิ่งขึ้น (วุ้นจากใบ)
  18. วุ้นจากใบใช้ทาเพื่อคุ้มครองป้องกันผิวจากแดด ด้วยการใช้วุ้นจากใบทาก่อนออกแดด หรือจะใช้ใบสดก็ได้ แต่ว่าใบสดอาจจะส่งผลให้ผิวหนังแห้ง เพราะว่าใบมีฤทธิ์ฝาดสมาน ถ้าเกิดอยากได้ลดกระบวนการทำให้ผิวแห้ง ก็บางครั้งอาจจะใช้ร่วมกับน้ำมันพืชหรือบางทีอาจจัดเตรียมเป็นโลชั่นก็ได้ (วุ้นจากใบ)
  19. ช่วยรักษาอาการผิวหนังไหม้จากแสงอาทิตย์ หรือไหม้เกรียมจากการฉายรังสี หรือแผลเรื้อรังจากการฉายรังสี โดยนำวุ้นของว่ายหางจระเข้มาทาผิวเป็นประจำก็จะช่วยลดการอักเสบได้ แต่ว่าถ้าหากไปนานๆระวังผิวแห้ง ควรจะผสมกับน้ำมันพืช เว้นแต่ว่าจะมีผลให้ผิวเปียกชุ่มอยู่เสมอเวลา (วุ้นจากใบ)
  20. วุ้นจากใบใช้ทาเพื่อรักษาฝ้า (วุ้นจากใบ)
  21. ช่วยรักษาโรคเรื้อนกวาง (โรคสะเก็ดเงิน) ช่วยลดการตกสะเก็ดและก็ลดอาการคันของโรคเรื้อนกวาง ทำให้แผลดูดีขึ้น (วุ้นจากใบ)

 

ประโยช์จากว่านหางจระเข้

  1. น้ําว่านหางจระเข้ สามารถช่วยต้านอนุมูลอิสระ มีส่วนช่วยชะลอความแก่เฒ่า แล้วก็ช่วยสร้างเสริมภูมิต้านทานโรคได้อีกด้วย
  2. ว่านหางจระเข้อุดมไปด้วยวิตามินรวมทั้งแร่ รวมถึงกรดอะมิโนอีกหลากหลายประเภทที่ต้องและก็มีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย ดังเช่น ธาตุแมกนีเซียม ธาตุโพแทสเซียม ธาตุทองแดง ธาตุแมงกานีส ธาตุซีลีเนียม ธาตุโครเมียม วิตามินเอ วิตามินซี วิตามิอี วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินบี 6 วิตามินบี 9 โคลีน และก็ยังเป็นพืชเพียงแต่ไม่กี่ประเภทที่มีวิตามินบี 12 ด้วย
  3. ช่วยย่อยของกิน ชำระล้างลำไส้ใหญ่ ช่วยสำหรับในการดีท็อกซ์ล้างพิษภายในร่างกาย ช่วยสำหรับการดำเนินงานของระบบกระเพาะ รวมทั้งช่วยลดจำนวนของเชื้อแบคทีเรียในไส้
  4. จากนิตยสารหมออังกฤษพิมพ์ในปี 2000 (British medical journal) กล่าวว่าสารสกัดจากว่านหางจระเข้สามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ช่วยควบคุมความดันเลือดแล้วก็เพิ่มการไหลเวียนของเลือด และก็อาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีความน่าจะเป็นไปได้ว่ามันสามารถช่วยลดการเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจได้อีกด้วย
  5. ช่วยคุ้มครองรวมทั้งแก้อาการเมารถเมาเรือ ด้วยการกินเนื้อวุ้นว่านหางจระเข้หรือน้ําว่านหางจระเข้เย็นๆก็จะช่วยทุเลาอาการดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วได้

 

แหล่งที่มา… medthai.com

Read More
ดอกอัญชัน

ดอกอัญชัน สมุนไพรไทย แก้โรคอะไรได้บ้าง

ดอกอัญชัน

ดอกอัญชัน กับที่มาที่ไป

ดอกอัญชัน มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Butterfly pea, Blue pea, หรือ Asian pigeonwings ส่วนชื่อวิทยาศาสตร์ของดอกอัญชันก็คือ Clitoria ternatea L. โดยดอกอัญชันเป็นพืชล้มลุก จัดอยู่ในกลุ่มพืชตระกูลถั่ว (Fabaceae) อยู่ในตระกูล Leguminosae เป็นพืชที่มีต้นกำเนิดอยู่ในประเทศแถบอเมริกาใต้ รวมทั้งโดยธรรมดาจะนิยมนำมาปลูกดอกอัญชันในเขตร้อน

ลักษณะต้นอัญชันเป็นไม้เถาเลื้อยขนาดเล็ก ใบเป็นใบประกอบ ดอกอัญชันเป็นดอกโดดเดี่ยว มีสีน้ำเงินเข้มหรือสีน้ำเงินอมม่วง แล้วก็สีขาว ดอกชั้นในแบ่งเป็น 5 กลีบ กลีบนอกมีสีเขียว ส่งผลเป็นฝัก ลักษณะแบนเหมือนฝักถั่ว ปริมาณยาวโดยประมาณ 5-10 เซนติเมตร ดอกอัญชันมีชื่อเรียกตามท้องถื่นที่นานับประการ ดังเช่นว่า ในภาคเหนือจะเรียกดอกอัญชันว่า เอื้องชัน แม้กระนั้นในจังหวัดเชียงใหม่จะเรียกว่าแดงชัน

ทำความรู้จักดอกอัญชันกันไปแล้ว ครั้งนี้พวกเรามาดูกันจ้ะว่า สมุนไพรดอกอัญชันแก้โรคอะไรได้บ้าง ว่าและมาเริ่มกันเลย

สมุนไพรดอกอัญชันแก้โรคอะไรได้บ้าง

1. แก้ผมร่วง

ดอกอัญชันมีสารแอนโทไซยานินซึ่งมีคุณลักษณะเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตในเส้นโลหิตเล็กๆของร่างกาย ดังเช่นว่า เส้นเลือดส่วนปลาย ทำให้เลือดไปเลี้ยงรากผมเจริญเพิ่มขึ้น แก้อาการผมหล่นเจริญในระดับหนึ่ง โดยแม้จะใช้ดอกอัญชันแก้ผมตก ก็สามารถกินดอกเบี้ยอัญชันจิ้มน้ำพริก รับประทานเป็นของกินประเภทอื่นๆหรือจะตำดอกอัญชันราว 1 ถือมือ แล้วเอามาผสมกับน้ำดื่ม กรองมัวแต่น้ำดอกอัญชันมาหมักผมทิ้งเอาไว้ราว 15-20 นาที แล้วสระผมตามเดิมก็ได้

2. แก้อาการตาฝ้าฟาง ทำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นสำหรับในการแลเห็น

สารแอนโทไซยานินในดอกอัญชันสามารถช่วยทุเลาอาการที่เกี่ยวกับปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพดวงตา ตัวอย่างเช่น อาการตาฝ้าฟาง ตาเสื่อมจากเบาหวาน โรคต้อหิน แล้วก็โรคต้อกระจกได้ เนื่องจากว่าสารตัวนี้ที่มีอยู่ในพืชที่มีสีม่วง สีแดง หรือสีน้ำเงิน มีส่วนช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเส้นเลือดขนาดเล็กในดวงตา ทำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นสำหรับเพื่อการแลเห็นให้พวกเราได้

3. แก้อาการอาหารเป็นพิษ

ที่จริงแล้วสารแอนโทไซยานินในดอกอัญชันก็จัดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระประเภทหนึ่งนะคะ แล้วก็ยังมีฤทธิ์ยั้งเชื้ออีโคไลในทางเดินของกิน ช่วยแก้อาการของกินเป็นพิษหรืออาการท้องเสียได้ ซึ่งแนวทางแก้ก็คือกินดอกเบี้ยอัญชันชุบแป้งทอด หรือจะกินน้ำอัญชันก็ได้ ดังนี้เว้นแต่ดอกอัญชันแล้ว พวกเรายังสามารถหาสารแอนโทไซยานินได้จากดอกกะหล่ำม่วงและก็มะเขือม่วงด้วยล่ะ

4. แก้ปวดท้อง

นอกเหนือจากสารวิชาชีวเคมีที่ได้จากพืชสีม่วง สีน้ำเงิน แดง อย่างแอนโทไซยานินแล้ว ในดอกอัญชันยังมีสารแอนติสปาสโมดิก (Antispasmodic) ที่มีฤทธิ์ลดอาการหดเกร็งในท้อง สามารถแก้เจ็บท้องให้พวกเราได้ด้วยนะคะ โดยการกินดอกอัญชันแก้เจ็บท้องสามารถนำดอกอัญชัน 1 กำมือมาต้มกับน้ำแล้วจิบเป็นชาได้เลย

5. แก้ฟกช้ำ ลดอาการบวม

คุณประโยชน์ข้อนี้จำเป็นต้องชูความดีความชอบให้กับสารแอนโทไซยานินอีกครั้งจ้ะ ที่ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดในเส้นโลหิตขนาดเล็ก ทำให้โลหิตไหลเวียนไปยังเซลล์ต่างๆได้ดิบได้ดีขึ้น แล้วก็พอเพียงมีโลหิตไหลเวียนมาเลี้ยงเซลล์ผิวที่ฟกช้ำดำเขียวหรือบวมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อาการไม่ปกติพวกนี้ก็จะทุเลาลงได้ ยิ่งไปกว่านี้สารแอนโทไซยานินก็มีคุณประโยชน์ช่วยชะลอการเสื่อมของเซลล์ด้วยนะคะ

6. แก้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว

นักค้นคว้าคนญี่ปุ่นได้แยกสารจากดอกอัญชันมาทำทดสอบแล้วพบว่า ในดอกอัญชันมีสารเทอร์ทุ่งนาทินส์ (Ternatins) ซึ่งมีคุณลักษณะสำหรับในการยั้งการรวมตัวของเกล็ดเลือด และก็ส่งผลคลายกล้ามเรียบภายในร่างกาย ก็เลยช่วยลดลักษณะของการปวดปวดเมื่อยที่เกิดขึ้นได้ โดยให้นำดอกอัญชัน 1 กำมือมาต้มกับน้ำ แล้วจิบเป็นชา

7. แก้ปวดฟัน

ตำรับยาประจำถิ่นมีการนำรากอัญชันมาเช็ดที่ฟัน เพื่อช่วยลดลักษณะของการปวดฟันและก็บำรุงฟันให้ทนแข็งแรง หรือบดดอกอัญชันผสมกับยาสีฟัน เพราะเหตุว่าสารในรากรวมทั้งอีกทั้งต้นของอัญชันมีฤทธิ์ต้านทานการอักเสบ ช่วยบำรุงรักษาเซลล์แล้วก็ชะลอความเสื่อมถอยของเซลล์ต่างๆภายในร่างกายได้

8. แก้เยี่ยวขัด

ในแบบเรียนยาไทยโบราณกล่าวไว้ว่า รากอัญชันมีฤทธิ์เย็น ช่วยขับฉี่ แก้ปัสสาวะพิการ แล้วก็เป็นยาระบายได้ โดยสามารถนำรากอัญชันล้างสะอาดมาต้มกับน้ำแล้วจิบเป็นชาเพื่อดื่มแก้โรคเยี่ยวขัด

9. แก้ท้องผูก

ทั้งยังเม็ดแล้วก็รากของอัญชันมีฤทธิ์เป็นยาระบาย สำหรับผู้ที่มีลักษณะอาการท้องผูกก็เลยสามารถต้มรากหรือเม็ดอัญชันเพื่อดื่มเป็นยาระบายได้ แต่ว่าบางทีอาจเจออาการข้างๆเป็นอาการอ้วกอ้วกได้ในบางบุคคล

10. แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย

อย่างที่กล่าวว่าในดอกอัญชันมีสารวิชาชีวเคมีที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกายเยอะมาก เพียงแค่แอนโทไซยานินก็เป็นทั้งยังสารต้านอนุมูลอิสระรวมทั้งสารต่อต้านอาการอักเสบแล้ว ทั้งสารในดอกอัญชันยังช่วยชะลอความเสื่อมโทรมของเซลล์ และก็มีคุณประโยชน์ช่วยลดอาการบวมเพราะเหตุว่ามีฤทธิ์กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดในเส้นโลหิตขนาดเล็ก โดยเหตุนี้กับพิษแมลงสัตว์กัดต่อยจนกระทั่งมีลักษณะบวมแดง เพียงแค่ใช้ดอกอัญชันตำอย่างระมัดระวังแล้วเอามาพอกรอบๆที่มีลักษณะก็จะช่วยทุเลาฤทธิ์แมลงสัตว์กัดต่อยได้แล้วจ้ะ

11. ทุเลาอาการของโรคหอบหืด

รากอัญชันมีรสขมเย็น ใช้รับประทานสดหรือต้มเป็นน้ำดื่มจะช่วยลดอาการอักเสบของหลอดลม รวมทั้งทุเลาลักษณะของโรคโรคหอบหืดได้ เหตุเพราะสารจากรากอัญชันจะช่วยลดอาการอักเสบ พร้อมระบายของเสียออกมาจากร่างกาย นำมาซึ่งการทำให้อาการหอบหืดแล้วก็ระบบฟุตบาทหายใจปฏิบัติงานได้ดิบได้ดีขึ้น

12. คลายเครียด แก้นอนไม่หลับ

งานศึกษาเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ในกรุ๊ปสัตว์ทดสอบพบว่า สารสกัดต่างๆที่ได้จากส่วนลำต้นเหนือดิน ใบ ดอก รวมทั้งรากของอัญชัน มีฤทธิ์กระตุ้นการเรียนและก็ความจำ และก็มีคุณประโยชน์ช่วยเครียดลดลง ลดอาการกังวล แล้วก็ยังมีฤทธิ์ช่วยสำหรับในการนอน

13. ลดการเสี่ยงโรคหัวใจ

สารแอนโทไซยานินในดอกอัญชันเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และก็มีส่วนช่วยชะลอความเสื่อมถอยของเซลล์ภายในร่างกาย ก็เลยช่วยลดอัตราการเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ แล้วก็ยังช่วยลดช่องทางเกิดภาวะเส้นโลหิตตันในสมองได้ด้วย ขึ้นรถตัวนี้จะคุ้มครองปกป้องการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นของไขมัน ที่เป็นต้นเหตุของไขมันตันเส้นโลหิตนั่นเอง

14. ลดการเสี่ยงโรคมะเร็ง

สีจากสารแอนโทไซยานินเป็นที่กล่าวถึงกันมาในหลายเชื้อชาติ เนื่องมาจากมีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ มีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบ คุ้มครองแสงอัลตราไวโอเลต และก็ต่อต้านการเจริญก้าวหน้าของเซลล์ของโรคมะเร็งได้ด้วยนะคะ

 

แหล่งที่มา.. kapook

Read More
บอระเพ็ด

บอระเพ็ด สมุนไพรรสขม คุณประโยชน์เป็นยาอายุวัฒนะ

บอระเพ็ด กับความเด็ดที่น่าดึงดูด

บอระเพ็ดมีชื่อภาษาอังกฤษว่า Tinospora cordifolia ชื่อวิทยาศาสตร์ของบอระเพ็ดเป็น Tinospora crispa (L.) Miers ex Hook.f&Thomson จัดเป็นไม้เถาอยู่ในตระกูล Menispermaceae รวมทั้งเว้นแต่ชื่อบอระเพ็ดแล้ว ในบ้านพวกเรายังเรียกบอระเพ็ดในอีกหลายๆชื่อ อาทิเช่น ตัวเจตมูลยาน เถาหัวด้วน หางหนู จุ่งจิง เครือเขาฮอ เจตมูลหนาม หรือจุ้งจาลิงตัวแม่

บอระเพ็ด ลักษณะทางวิชาพฤกษศาสตร์อย่างเด่น

บอระเพ็ดเป็นไม้เถาเนื้อแข็ง ไม่มีขน ยาวได้ถึง 15 เมตร ลำต้นมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1-2 ซม. เปลือกเถาดก 1.5-2.5 มม. ผิวบอระเพ็ดเป็นสีน้ำตาล เนื้อในมีสีเทาปนเหลือง เถามีลักษณะกลม ผิวเปลือกเถาตะปุ่มตะป่ำเป็นปุ่มกระจัดกระจายไปทั่ว แล้วก็เมื่อแก่จะมองเห็นปุ่มเงื่อนกลุ่มนี้หนาแน่นแล้วก็เด่นชัดมากมาย

เปลือกเถาบอระเพ็ดมีรสขม ลอกออกได้ ใบเป็นใบผู้เดียว ออกเรียงสลับ ใบบอระเพ็ดมีลักษณะเป็นรูปหัวใจ ขอบของใบเรียบ แผ่นใบเรียบ ก้านใบยาว 8-10 ซม. ส่วนดอกบอระเพ็ดจะออกตามซอกใบ ดอกแยกเพศอยู่คนละช่อ ลักษณะดอกบอระเพ็ดมีสีเขียวอมเหลือง ดอกขนาดจิ๋ว ผลรูปร่างค่อนข้างจะกลม มีสีเหลืองหรือสีแดง

บอระเพ็ด คุณประโยชน์ดีเลิศ

คุณประโยชน์ของบอระเพ็ดสำคัญๆแล้วจัดเป็นสมุนไพรแก้ไข้ ลดความร้อนภายในร่างกาย โดยประโยชน์ที่ได้รับมาจากบอระเพ็ดสามารถแบ่งแยกได้ ดังต่อไปนี้

1. แก้ไข้

เถาบอระเพ็ดมีรสขมจัด คุณประโยชน์ช่วยแก้ไข้ทุกจำพวก โดยใช้เถาแก่สดหรือต้นสด 2 คืบครึ่ง (30-40 กรัม) ตำผสมน้ำนิดหน่อย แล้วคั้นมัวแต่น้ำมาดื่ม หรือต้มกับน้ำโดยใช้น้ำ 3 ส่วน ต้มให้เหลือ 1 ส่วน ดื่มเป็นยาขมวันละ 2 ครั้ง ก่อนกินอาหารเช้า-เย็น หรือเวลามีลักษณะ

2. ช่วยเจริญอาหาร แก้เบื่ออาหาร

ใช้เถาแก่สดหรือต้นสด 2 คืบครึ่ง (30-40 กรัม) ตำแล้วคั้นมัวแต่น้ำมาดื่ม หรือต้มกับน้ำโดยใช้น้ำ 3 ส่วน ต้มให้เหลือ 1 ส่วน ดื่มเป็นยาขมวันละ 2 ครั้ง ก่อนที่จะรับประทานอาหารเช้า-เย็น หรือเวลามีลักษณะ หรือบดเป็นผุยผง ทำให้เป็นลูกร้อยกรองกินวันละ 2 ครั้ง ก่อนกินอาหารเช้าตรู่, เย็น

3. บำรุงกำลัง

ต้นบอระเพ็ดสามารถเอามาต้มเป็นยาขมดื่มชูกำลัง บำรุงธาตุได้ โดยใช้ต้นบอระเพ็ดล้างสะอาด โดยประมาณ 2 คืบครึ่ง ตำให้แหลกแล้วมาคั้นมัวแต่น้ำไปดื่มชูกำลัง หรือจะต้มตำรับเดียวกับยาลดไข้ก็ได้เหมือนกัน

4. รักษาโรคผิวหนัง ผดผื่นคันตามร่างกาย

ในใบบอระเพ็ดมีสารที่ช่วยรักษาโรคผิวหนัง โดยยิ่งไปกว่านั้นอาการผื่นผื่นคัน โดยนำใบบอระเพ็ดล้างสะอาด ตำอย่างรอบคอบ แล้วต่อจากนั้นเอามาพอกตามจุดที่มีผื่นคัน หรือรอบๆผิวที่มีการอักเสบ เนื่องจากว่าสารในใบบอระเพ็ดมีฤทธิ์ต่อต้านอาการอักเสบได้

5. แก้ฝี แก้ฟกช้ำดำเขียว

ใช้ใบบอระเพ็ดตำอย่างรอบคอบแล้วมาพอกฝี หรือแก้ฟกช้ำดำเขียวตามส่วนต่างๆของร่างกาย

6. เป็นยาอายุวัฒนะ

ส่วนทั้งยัง 5 ของบอระเพ็ด เป็น ราก ต้น ใบ ดอก ผล เอามาปรุงยาอายุวัฒนะได้ ซึ่งจะช่วยแก้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว แก้ไข้ ปวดหัว รักษาฟัน รักษาโรคริดสีดวงทวาร ช่วยทำให้เจริญอาหาร แก้ฝีมดลูก แก้ร้อนใน ลดความร้อน แก้ดีทุพพลภาพ แก้เสลด บำรุงเลือดลม รวมทั้งแก้ไข้จับสั่น ฯลฯ

7. ลดน้ำตาลในเลือด

ผลการศึกษาวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า บอระเพ็ดสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดของคนไข้สภาวะอ้วนอ้วนที่กินแคปซูลผงบอระเพ็ด ขนาด 250 มก. วันละ 2 ครั้ง หรือยาหลอกตรงเวลา 2 เดือน ได้อย่างเป็นจริงเป็นจังเมื่อเปรียบเทียบกับระดับน้ำตาลในเลือดของกลุ่มทดลองก่อนกินบอระเพ็ด แต่ว่าการทดสอบเรื่องบอระเพ็ดลดน้ำตาลในเลือดควรต้องศึกษาลึกไปกว่านี้เพื่อความแน่ชัดแล้วก็ถูกของข้อมูล

 

แหล่งที่มา.. https://health.kapook.com/view206518.html

Read More