Category «Uncategorized»

ครามใหญ่ คุณประโยชน์และก็ประโยชน์ต่างๆที่ได้รับจากต้นครามใหญ่ 8 ข้อ

ครามใหญ่

ครามใหญ่

ครามใหญ่:ชื่อสามัญ Anil, Guatemalan indigo, Small-leaved indigo (Sierra Leone), West Indian indigo, Wild indigo

ครามใหญ่:ชื่อวิทยาศาสตร์ Indigofera suffruticosa Mill. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Indigofera anil L.) จัดอยู่ในสกุลถั่ว (FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE) แล้วก็อยู่ในตระกูลย่อยถั่ว FABOIDEAE (PAPILIONOIDEAE หรือ PAPILIONACEAE)

สมุนไพรครามใหญ่ มีชื่อแคว้นอื่นๆว่า ครามป่า ครามผี (จังหวัดเชียงใหม่), คราม (ไทย), ครามเถื่อน (เงี้ยว-จังหวัดเชียงใหม่) ส่วนที่จังหวัดอุบลราชธานีเรียกว่าครามใหญ่ ฯลฯ

คุณประโยชน์ของครามใหญ่

  • ใบมีรสเย็นฝาดเบื่อ มีคุณประโยชน์เป็นยาดับพิษ แก้ไข้หวัดตัวร้อน บ้างใช้ใบผสมกับยาอื่นๆเป็นยาดับพิษ รักษาไข้หวัดตัวร้อน แล้วก็แก้ลักษณะของการปวดหัว (ใบ)
  • ใช้เป็นยาแก้เลือด (เปลือกต้น)
  • เปลือกต้นใช้เป็นยาฆ่าพยาธิ (เปลือกต้น)
  • เปลือกต้นมีรสเย็นฝาดเบื่อ ใช้เป็นยาแก้พิษฝี แก้พิษงู (เปลือกต้น)
  • น้ำมันจากเมล็ดใช้เป็นยาใช้ภายนอกแก้หิด (น้ำมันจากเม็ด)

คุณประโยช์จากครามใหญ่

  • ใช้เป็นแหล่งอาหารสัตว์ตามธรรมชาติสำหรับสัตว์และเล็มอย่างโค กระบือ แพะ รวมทั้งสัตว์ป่า โดยคุณค่าทางของกินเฉพาะส่วนของใบจะประกอบไปด้วย โปรตีน 25.69%, สายสัมพันธ์ส่วน ADF 27.73%, NDF 35.21%, แคลเซียม 2.26%, ธาตุฟอสฟอรัส 0.35%, โพแทสเซียม 2.25%, แทนนิน 0.38%
  • ใบครามมี rutin และก็ rutinoid โดยประมาณ 0.65-0.80% รวมทั้งมีไนไตรเจนสูง เหมาะกับใช้ทำปุ๋ยรวมทั้งทำยากำจัดแมลง
  • เมื่อนำทั้งยังต้นครามมามากมายๆแล้วเอามาหมักแช่ลงไปภายในน้ำปูนทิ้งเอาไว้ราว 3 วัน จะมองเห็นครามตกนอนอยู่ตูดภาชนะที่ใส่ไว้ สามารถเอามากรองแล้วทำให้แห้ง เพื่อใช้เพื่อสำหรับในการย้อมผ้าให้เป็นสีน้ำเงิน โดยสีที่ได้จะไม่ตก ซึ่งทางภาคเหนือของประเทศชอบใช้ครามนี้มาย้อมผ้าให้เป็นสีกรมท่าหรือสีน้ำเงินแก่

 

ที่มา.. medthai

ว่านดอกทอง คุณประโยชน์ของว่านดอกทอง 5 ข้อ

ว่านดอกทอง

ว่านดอกทอง

ว่านดอกทอง ชื่อวิทยาศาสตร์ Curcuma spp. จัดอยู่ในตระกูลขิง (ZINGIBERACEAE)

สมุนไพรว่านดอกทอง มีชื่อแคว้นอื่นๆว่า ว่านมหาเสน่ห์ (รากราคะ, ว่านรากราคะ), ว่านมหาเสน่ห์ดอกทอง, ว่านดอกทอง, ว่านดอกทองแท้, ว่านดอกทองตัวผู้, ว่านดอกทองตัวเมีย (ว่านดินสอฤาษี), ว่านดอกทองกระเจา ฯลฯ

ว่านดอกทอง จัดเป็นว่านโบราณหายากรวมทั้งใกล้จะสิ้นพันธุ์แล้ว ในตอนนี้ว่านดอกทองแท้นั้นหายากยิ่ง ผู้รู้มักไม่เปิดเผย เนื่องจากว่าเกรงว่าจะมีหัวหน้าไปใช้ในทางไม่ดี โดยอาจสามารถพบว่านประเภทนี้ได้ทางภาคตะวันตก ภาคเหนือ ได้แก่ ในจังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดลำปาง รวมทั้งตาก

คุณประโยชน์ว่านดอกทอง

  • ลูกอมสีผึ้งว่านดอกทองใช้ในทางเสน่ห์มหานิยม เสน่ห์เจ้าชู้ คนหนุ่มในสมัยก่อนนิยมเสาะแสวงดอกหามาเก็บสะสมไว้ใช้หุงกับน้ำมันจันทน์พร้อมกับเนื้อว่าน หรือประยุกต์ใช้บดรวมกับสีผึ้งทาปาก ใช้น้ำมันทาตัว เมื่อถึงเวลาจะไปพบหญิงสาว สตรีใครกันแน่ที่ต่อคารมด้วยเมื่อได้กลิ่นว่านในน้ำมันหรือสีปาก ก็ชอบใจอ่อนเชื่อตามโดยง่าย และก็ถือได้ว่าเป็นว่านเสน่ห์มหานิยมที่มีฤทธิ์ร้ายแรงมากมาย
  • สำหรับสตรี แม้นำหัวว่าน ใบ แล้วก็ต้นว่านดอกทอง มาใส่ไว้ในตุ่มหรือในหนองน้ำ แล้วกินเข้าไปจะมีผลให้เกิดอารมณ์ร้ายแรงมากมาย หรือแค่เพียงปลูกไว้แล้วได้กลิ่นของดอกโชยมา ก็เชิญชวนให้หลงใหลมัวเมาในกามโลกีย์ได้แล้ว ก็เลยมีความเชื่อจำต้องเด็ดดอกทิ้งเสีย
  • ใช้เป็นเมตตามหานิยม ด้วยมั่นใจว่าถ้าหากร้านขายใดมีว่านดอกทองตัวเมียปลูกไว้หน้าร้านค้า จะช่วยปรับค้าขายดี มีลูกค้าเข้าออกร้านค้าต่อเนื่อง โดยเฉพาะในสถานบันเทิงต่างๆร้านค้าขายสุรา เบียร์สด แม้มีไว้จะดีเยี่ยม
  • ด้วยเป็นว่านเมตตามหานิยม ก็เลยมีการประยุกต์ใช้ในทางค้าขาย การเจรจาตกลง ช่วยทำให้ประสบผลสำเร็จได้อย่างง่ายดาย โดยใช้หัวว่านเอามาตำอย่างละเอียดผสมกับสีผึ้งประยุกต์ใช้ทาลิปสติกก่อนที่จะออกไปพบปะพูดจา
  • มีความเห็นว่าการปลูกว่านมหาเสน่ห์นี้ แม้ปลูกเอาไว้ภายในบ้านจะเป็นสิริมงคลแก่บ้านที่พัก เพื่อนบ้านรักใคร่ แต่ว่าบางตำราก็กล่าวว่าไม่สมควรปลูกว่านประเภทนี้เอาไว้ในบ้าน ด้วยมั่นใจว่ามันบางทีอาจเป็นต้นเหตุนำมาซึ่งการผิดลูกผิดเมียของคนในครอบครัวได้ เนื่องจากคนประเทศไทยอดีตสมัยนั้นจะอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่

 

แหล่งที่มา.. medthai

ชาอู่หลง คุณประโยชน์รวมทั้งประโยช์จากชาอู่หลง 12 ข้อ

ชาอู่หลง

ชาอู่หลง

ชาอู่หลง (Oolong tea)เป็นชาประเภทที่ผ่านขั้นตอนหมักยอดใบชาสดเพียงแค่เล็กน้อยราวๆ 10-80% ในระหว่างการสร้าง โดยการเพิ่มวิธีการนำใบชามาตากแดดไว้ราวๆ 20-40 นาที ทำให้อุณหภูมิของใบชานั้นสูงมากขึ้นกระทั่งกำเนิดกลิ่นหอมยวนใจแล้วจากนั้นจึงค่อยนำไปผึ่งในที่ร่มอีกรอบ พร้อมกระตุ้นให้ยอดชาตื่นตัว รีบการหมักดอง และหลังจากนั้นก็ค่อยนำยอดชาที่หมักนั้นมาทำให้แห้ง

จากการที่กระบวนการผลิตชาอู่หลงที่ผ่านขั้นตอนการครึ่งหนึ่งหมักนั้น ก็เลยนำมาซึ่งสารสำคัญที่เรียกว่า Oolong Tea polymerized-polyphenols หรือ OTPPs (มักพบในชาอู่หลง) นอกจากกาเฟอีน (Caffeine) รวมทั้งสารในกลุ่มคาเทชิน (Catechin) ที่เจอได้เหมือนกันในชาเขียวรวมทั้งชาดำ สำหรับ OTPPs นั้นเป็นกรุ๊ปของสารโพลีฟีนอลที่เกิดความเคลื่อนไหวจากสารกลุ่มคาเทชินสาเหตุจากกรรมวิธีครึ่งหนึ่งหมักของใบชา โดยมีโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีโพลีฟีนอลออกสิเดสแล้วก็ความร้อนจากกรรมวิธีการผลิตเป็นตัวรีบปฏิกิริยา ซึ่งสารในกลุ่มนี้จะส่งผลต่อสี กลิ่น และก็รสของชาอู่หลง โดยจำนวนของสารนั้นจะแตกต่างออกไปตามระดับของการหมักดอง พบได้บ่อยอยู่ในตอนโดยประมาณ 8-85% แบบอย่างของสารในกลุ่มนี้ก็ได้แก่ ไดเมอร์ริกคาเทชิน อาทิเช่น Oolonghomobisflavan A แล้วก็ Oolonghomobisflavan B สารกลุ่มทีเอฟลาวิน (Theaflavins) รวมทั้งทีอะรูบิจิน (Thearubigins)

โดยกรรมวิธีหมักนั้นจะช่วยปรับสีของชาเข้มขึ้น ชาอย่างนี้ที่รู้จักกันก็คือ “ชาอู่หลง” หรือ “ชาอูหลง” ได้รับความนิยมดื่มกันมากมายในแถบเมืองจีนตรงกลาง แถบบริเวณฝูเจี๋ยน กวางตุ้ง เป็นชาที่มีรสชาติเข้มข้นแล้วก็มีกลิ่นหอมสดชื่น ชาที่ได้จะมีสีต่างกันออกไปขึ้นกับขั้นตอนการผลิต เป็นต้นว่า สีเหลืองอมเขียว สีน้ำตาลอมเขียว สีน้ำตาลอมเหลือง สีน้ำตาลอมส้ม ฯลฯ ส่วนในประเทศไทยนั้นได้มีการผลิตชาอู่หลงในแถบยอดดอยแม่สทดลอง ดอยวาวี จังหวัดเชียงราย ซึ่งชาที่ได้จะมีคุณภาพที่ดี รสเปียกแฉะคอ รวมทั้งมีกลิ่นหอมหวน ซึ่งมีชื่อเสียงแล้วก็นิยมดื่มกันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

คุณประโยชน์ของชาอู่หลง

  • ชาอู่หลง มีฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคต่างๆหลายโรค และก็ช่วยชะลอวัย
  • ช่วยลดการเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง
  • ช่วยต้านทานอาการอักเสบรวมทั้งบวม
  • ช่วยลดการเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ รวมทั้งโรคเส้นเลือดหัวใจ
  • ช่วยลดปริมาณน้ำตาลที่อยู่ภายในเลือด ลดการเสี่ยงของการเกิดเบาหวาน
  • ช่วยลดการเสี่ยงของการเป็นโรคความดันเลือดสูง

คุณประโยชน์ต่างๆที่ได้รับจากชาอู่หลง

  • ชาอู่หลง เป็นชายอดนิยมอย่างมากมายมาเป็นเวลานาน มีคุณลักษณะเด่นตรงที่มีกลิ่นหอมหวนละมุนชุ่มติดคอ ให้รสที่เข้มกว่าชาเขียว แม้กระนั้นฝาดน้อยกว่าชาดำ โดยจัดเป็นเครื่องดื่มที่รายงานการศึกษาเล่าเรียนถึงผลในทางที่ดีต่อสุขภาพหลายด้าน
  • จากการค้นคว้าของชาวประเทศสหรัฐอเมริกา รวมทั้งได้มีการเผยแพร่ลงในนิตยสาร Journal of Nutrition ได้กล่าวว่า ชาอู่หลงเป็นตัวช่วยสำหรับการล้างพิษ สามารถช่วยกำจัดอนุมูลอิสระที่ทำลาย DNA ในกระแสโลหิตได้ดิบได้ดี
  • ชาอู่หลงมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ก็เลยช่วยต้านทานริ้วรอยที่เกิดขึ้นมาจากการพบเจอกับรังสีอัลตราไวโอเล็ต มลพิษต่างๆแล้วก็ความตึงเครียด ก็เลยช่วยชะลอความแก่ได้อีกด้วย
  • รายงานของกองการคุ้มครองโรคและก็กองงานโภชนาการ ในกรมการแพทย์ของจีน ได้กล่าวว่า ชาอู่หลงมีฤทธิ์ยั้งสาร DEAN ที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งปอด และก็สาร MNNG ที่เป็นสารก่อโรคมะเร็งในกระเพาะรวมทั้งไส้
  • ช่วยลดการสั่งสมและก็ช่วยควบคุมจำนวนของไขมันในเลือด ช่วยลดการเสี่ยงของการเป็นโรคอ้วน (OTPPS เป็นสารในกลุ่มโพลีฟีนอล มีความจำเป็นต่อการลดรวมทั้งควบคุมจำนวนของไขมันภายในร่างกาย โดยพบว่าสารในกลุ่มนี้สามารถยั้งลักษณะการทำงานของโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีไลเปสซึ่งเป็นโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีที่เกี่ยวกับการดูดซึมไขมันที่ลำไส้เล็ก ซึ่งเป็นกลไกเดียวกันกับยาลดหุ่นบางจำพวกในตอนนี้ รวมทั้งยังมีรายงานเพราะการดื่มชาอู่หลงหลังการทานอาหารจะช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์ได้อย่างเป็นจริงเป็นจัง ช่วยเพิ่มการขับไขมันออกทางอุจจาระ มีคุณลักษณะช่วยกระตุ้นการเผาไหม้พลังงาน โดยมีกล่าวว่าชาอู่หลงสามารถเพิ่มอัตราการเผาไหม้พลังงานได้ดียิ่งไปกว่าชาเขียวถึง 2 เท่า) (บางข้อมูลบอกว่า ชาอู่หลงสามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลได้ถึง 4% รวมทั้งช่วยลดระดับไขมันเลว (LDL) ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพร่างกายลงได้ถึง 8%)
  • การดื่มชาอู่หลง คงจะมีคุณภาพสำหรับในการคุ้มครองแล้วก็บำบัดรักษาสภาวะอ้วนลงพุง หรือ Metabolic syndrome ได้ โดยมีการทำการวิจัยที่บ่งบอกถึงผลการดื่มชาอู่หลงต่อการลดหุ่นในคนที่มีสภาวะน้ำหนักเกินและก็โรคอ้วน ซึ่งเป็นการเล่าเรียนของ Rong-rong H รวมทั้งภาควิชา ได้พบว่าการบริโภคชาเขียววันละ 8 กรัม ต่อเนื่องกัน 6 อาทิตย์ จะมีผลให้น้ำหนักตัวน้อยลงมากยิ่งกว่า 1 โล ไขมันที่สะสมภายในร่างกายก็ต่ำลง 12% แล้วก็มีความเกี่ยวข้องกับเส้นรอบวงเอวที่น้อยลงด้วย ส่วนการเรียนของ Junichi N รวมทั้งภาควิชา ได้พบว่าการดื่มชาอู่หลงต่อเนื่องกันตรงเวลา 12 อาทิตย์ จะช่วยปรับให้ไขมันในช่องท้องลดน้อยลง โดยไม่เป็นผลข้างๆอะไรก็ตามเหมือนกับการเรียนรู้ของ Maekawa T และก็ภาควิชา หนได้พบว่า การดื่มชาอู่หลงสามารถทำให้น้ำหนักตัว ดัชนีมวลกาย มวลไขมันรวมภายในร่างกาย ไขมันในช่องท้อง เส้นรอบวงเอว เส้นรอบวงบั้นท้าย รวมทั้งความครึ้มของชั้นไขมันใต้ผิวหนังลดน้อยลงโดยสวัสดิภาพ ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาเล่าเรียนของ Nakamura J แล้วก็แผนก ที่ค้นพบว่าการดื่มชาอู่หลงสามารถช่วยลดไขมันสะสมในท้องรวมทั้งขนาดรอบวงเอว ส่วนการเล่าเรียนจากจีนซึ่งมีกลุ่มของตัวอย่างเป็นคนอ้วนปริมาณ 102 ราย พบว่า เมื่อให้กลุ่มทดลองดื่มชาอู่หลงทุกวี่วัน ต่อเนื่องกัน 6 อาทิตย์ พบว่าปริมาณร้อยละ 22 ของกลุ่มทดลองมีน้ำหนักตัวลดน้อยลงเกินกว่า 3 กก. โดยส่วนที่ลดจะเป็นไขมันรอบๆท้องมากยิ่งกว่าส่วนอื่นๆ
  • ชาอู่หลงสามารถช่วยเพิ่มกระบวนเมทาบอลิซึม (Metabolism) หรือขั้นตอนเผาผลาญพลังงานได้ดีมากว่าชาประเภทอื่นๆโดยมีแถลงการณ์ว่าการดื่มชาอู่หลงจะช่วยเพิ่มการเผาไหม้ขณะพักในเวลา 120 นาที ข้างหลังการดื่มราวๆ 10% เมื่อเทียบกับชาเขียวซึ่งจะเพิ่มได้เพียงแค่ 4% ด้วยเหตุนี้เองชาอู่หลงก็เลยเป็นเครื่องดื่มที่เหมาะกับคนที่นิยมรับประทานเนื้อสัตว์เป็นความรู้สึกนึกคิด รวมทั้งคนที่อยากลดลดระดับคอเลสเตอรอลและก็ไขมันในเลือดสูง

 

แหล่งที่มา.. medthai

ชะอม สรรพคุณและประโยชน์ของชะอม 9 ข้อ

ชะอม

ชะอม

ชะอม ชื่อสามัญ Climbing wattle, Acacia, Cha-om

ชะอม ชื่อวิทยาศาสตร์ Acacia pennata (L.) Willd. จัดอยู่ในวงศ์ถั่ว (FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE) และอยู่ในวงศ์ย่อยสีเสียด (MIMOSOIDEAE หรือ MIMOSACEAE)

ผักชะอม มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ เช่น ผักหละ (ภาคเหนือ), อม (ภาคใต้), ผักขา (ภาคอีสาน อุดรธานี), พูซูเด๊าะ (แม่ฮ่องสอน), โพซุยโดะ (กะเหรี่ยง) เป็นต้น

สรรพคุณของชะอม

  • ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ เนื่องจากมีวิตามินเอสูง
  • ยอดชะอมช่วยลดความร้อนในร่างกายได้
  • ผักรสมันอย่างชะอมมีสรรพคุณเป็นยาอายุวัฒนะ
  • ช่วยในการขับถ่าย ป้องกันโรคท้องผูก
  • รากชะอมนำมาฝนกินช่วยแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ปวดท้อง และช่วยขับลมในลำไส้
  • มีส่วนช่วยบำรุงเส้นเอ็น
  • ช่วยแก้อาการลิ้นอักเสบเป็นผื่นแดง

คุณประโยชน์ของชะอม

  • ประโยชน์ของชะอม ช่วยฟื้นฟูผมแห้งเสีย แตกปลาย ด้วยสูตรน้ำชะอมหมักผม เพียงแต่นำใบชะอมราวๆ 1 กำมือมาต้มกับน้ำเปล่า 3 ถ้วย จนได้น้ำชะอมเข้มข้น กรองมัวแต่น้ำ เมื่อสระผมเสร็จให้นำผ้าขนหนูมาชุบน้ำชะอมที่จัดแจงไว้ บิดพอเพียงหมาด เอามาเช็ดผมให้ทั่ว แล้วทิ้งเอาไว้ราวๆ 10 นาทีแล้วล้างออก จะช่วยให้ผมแห้งๆกลับมาเบิกบานใจอีกที
  • ชะอม ผลดีเอามาทำเป็นเมนูอาหารได้มากมายเมนู เมนูชะอม อย่างเช่น ไข่ชะอม ไข่ทอดชะอม ชะอมชุบไข่ แกงส้มชะอมกุ้ง แกงส้มชะอมไข่ เอามาลวกหรือนึ่งใช้เป็นผักจิ้มกับน้ำพริก น้ำพริกกะปิ กินร่วมกับส้มตำมะม่วง ตำมะละกอโอ หรือไม่ก็อาจจะนำไปปรุงเป็นแกงรวมกับปลา เนื้อ ไก่ กบ เขียด หรือต้มเป็นอ่อม ทำแกงลาว แกงแค ฯลฯ

 

แหล่งที่มา.. medthai

ชะพลู สรรพคุณและประโยชน์ของชะพลู ใบชะพลู 16 ข้อ

ชะพลู

ชะพลู

ชะพลู ชื่อสามัญ Wildbetal leafbush

ชะพลู ชื่อวิทยาศาสตร์ Piper sarmentosum Roxb. จัดอยู่ในตระกูลพริกไทย (PIPERACEAE)

สมุนไพรชะพลู มีชื่อเรียกตามแคว้นอื่นๆว่า ผักพลูนก พลูลิง ปูลิง ปูลิงนก ผักปูนา (ภาคเหนือ), ผักแค ผักอีเลิด ผักนางเลิด (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), ช้าพลู (ภาคกลาง), นมวา (ภาคใต้) ฯลฯ

ชะพลู มักมีการจำสับสนกับพลูในขณะที่เป็นคนละจำพวกกัน ซึ่งใบจะรสไม่จัดพอๆกับพลูแล้วก็ยังมีขนาดเล็กกว่า สำหรับคุณประโยชน์ของชะพลูที่สำคัญนั้นก็ได้แก่ ช่วยทำนุบำรุงธาตุ ขับลม แก้อาการท้องอืดท้องอืด แล้วก็ช่วยสำหรับเพื่อการขับเสลด ฯลฯ และก็คุณประโยชน์ของชะพลูในด้านของสุขภาพซึ่งก็คือ มีวิตามินเอและก็ธาตุแคลเซียมในจำนวนสูงเป็นพิเศษ แล้วก็ยังมีธาตุเหล็ก ธาตุฟอสฟอรัส คลอโรฟิลล์ เส้นใยอีกด้วย ซึ่งล้วนแต่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพเกือบ 100%

ใบชะพลู ถ้ากินในจำนวนมากหรือติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ แคลเซียมที่มีอยู่ในใบชะพลูจะกลายเป็นแคลเซียมออกซาเลต (Oxalate) ซึ่งสารประเภทนี้เป็นต้นเหตุที่นำมาซึ่งโรคนิ่วในไตได้ เพราะฉะนั้นคุณจะต้องกินน้ำตามมากๆเพื่อสารออกซาเลตเจือจางลง แล้วก็ถูกขับออกทางเยี่ยว หรือจะเลือกกินอาหารที่มีโปรตีนสูงๆเพื่อคุ้มครองปกป้องโรคนิ่วก็ทำเป็นแบบเดียวกัน เพื่อร่างกายได้รับคุณประโยชน์อย่างมากสุดคุณควรจะกินในจำนวนที่สมควร

ประโยชน์ของใบชะพลู

  • ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระต่าง ๆ (ใบ)
  • ใบชะพลูมีรสเผ็ดร้อน ช่วยทำให้เจริญอาหารมากยิ่งขึ้น (ใบ)
  • ใบชะพลูมีเบต้าแคโรทีนในปริมาณมากซึ่งช่วยบำรุงและรักษาสายตา ช่วยในการมองเห็น ป้องกันโรคตาบอดตอนกลางคืน แก้โรคตาฟาง เป็นต้น (ใบ)
  • ช่วยยับยั้งและชะลอการขยายตัวของเซลล์มะเร็ง (ใบ)
  • ช่วยรักษาโรคเบาหวาน ด้วยการใช้ชะพลูสดทั้งต้นประมาณ 7 ต้น นำมาล้างน้ำให้สะอาด ใส่น้ำพอท่วมแล้วต้มให้เดือดสักพัก แล้วนำมาดื่มเป็นชา (ทั้งต้น)
  • ช่วยบำรุงธาตุ แก้ธาตุพิการ (ราก)
  • ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน และช่วยป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุน (ใบ)
  • ช่วยทำให้เสมหะงวดและแห้ง (ดอก, ราก)
  • ช่วยในการขับเสมหะบริเวณทรวงอก ลำคอ (ใบ, ราก, ต้น)
  • ช่วยในการขับเสมหะทางอุจจาระ (ราก)
  • ช่วยในการขับถ่าย เนื่องจากมีเส้นใยในปริมาณมาก (ใบ)
  • ช่วยแก้อาการบิด ด้วยการใช้รากประมาณครึ่งกำมือ ใช้ผลประมาณ 3 หยิบมือ นำมาต้มกับน้ำ 2 ถ้วยแก้ว เคี่ยวจนเหลือ 1 ถ้วยแก้ว แล้วนำมาดื่มครั้งละ 1 ส่วน 4 ถ้วยแก้ว (ราก)
  • ช่วยแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียดแน่นท้อง ด้วยการใช้รากประมาณ 1 กำมือ นำมาต้มกับน้ำ 2 ถ้วยแก้ว เคี่ยวจนเหลือ 3 ใน 4 ถ้วยแก้วแล้วรับประทานครั้งละ 1 ส่วน 4 ถ้วยแก้ว (ราก, ทั้งต้น)
  • ช่วยขับลมในลำไส้ ด้วยการใช้รากประมาณ 1 กำมือ นำมาต้มกับน้ำ 2 ถ้วยแก้ว เคี่ยวจนเหลือ 3 ใน 4 ถ้วยแก้วแล้วรับประทานครั้งละ 1 ส่วน 4 ถ้วยแก้ว (ดอก,ราก)
  • รากชะพลูเป็นหนึ่งในส่วนผสมของตำรับสมุนไพรพิกัดยาตรีสาร ซึ่งช่วยบำรุงธาตุ บำรุงโลหิต แก้คูถเสมหะ
  • เมนูใบชะพลู ได้แก่ แกงคั่วไก่ใบชะพลู แกงคั่วหอยขมใบชะพลู หมูห่อใบชะพลู ไข่น้ำใบชะพลู ยำตะไคร้ใบชะพลู เมี่ยงปลาเผาใบชะพลู ผัดป่าใบชะพลู แกงอ่อมใบชะพลู ยำปลาทูใบชะพลู เป็นต้น

 

แหล่งที่มา.. medthai

จำปา (ดอกจำปา) สรรพคุณรวมทั้งประโยชน์ซึ่งมาจากจำปา 42 ข้อ

จำปา

จำปา

จำปา ชื่อสามัญ Champaca, Champak, Orange chempaka, Golden champa, Sonchampa

จำปา ชื่อวิทยาศาสตร์ Magnolia champaca (L.) Baill. ex Pierre (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Michelia champaca L.) จัดอยู่ในตระกูลจำปา (MAGNOLIACEAE)

สมุนไพรจำปา มีชื่อแคว้นอื่นๆว่า จำปาเขา จำปาทอง (นครศรีธรรมราช), จำปาป่า (สุราษฎร์), จุมปา จุ๋มป๋า (ภาคเหนือ), จำปากอ (มลายู-ภาคใต้), มณฑาดอย ฯลฯ

คุณประโยชน์ของจำปา

  • ช่วยบำรุงรักษาธาตุ (ดอก, ผล, เม็ด)
  • จำปามีคุณประโยชน์ช่วยบำรุงรักษาหัวใจ (ดอก)
  • ช่วยบำรุงรักษาประสาท (ดอก)
  • ช่วยกระจัดกระจายเลือด (ดอก)
  • ดอกจำปามีคุณประโยชน์ช่วยทำนุบำรุงเลือด (ดอก, แก่นไม้)
  • ช่วยปรับเหี้ยมโหด (ดอก)
  • ช่วยแก้โรคเส้นประสาททุพพลภาพ (ใบ)
  • ช่วยแก้ลักษณะของการปวดหัว (น้ำมันกลั่นจากดอก)
  • ช่วยแก้อาการหน้ามืดหัว อ่อนล้า หน้ามืดลายตา (ดอก)
  • ช่วยแก้คลื่นเหียนอาเจียน อ้วก (ดอก, ผล, เม็ด)
  • ช่วยแก้ลักษณะของการมีไข้ (เปลือกต้น, ผล)
  • ช่วยแก้ไข้อภิญญาณ (ใบ)
  • ช่วยแก้พิษสำแลง (ไข้ซ้ำ) (กระพี้)
  • ช่วยยับยั้งอาการไอ (ใบ)
  • ช่วยแก้อาการคอแห้งผาก (เปลือก)
  • ช่วยแก้อาการตาบวม (น้ำมันกลั่นจากดอก)
  • ช่วยขับเสลด (ใบ)
  • ช่วยให้เสลดในคอกำเนิด (เปลือกต้น)
  • ช่วยแก้ป่วงของเด็กแบเบาะ (ใบ)
  • เปลือกรากใช้เป็นยาถ่าย (เปลือกราก, เปลือกต้น)
  • ใบเอามาตำคั้นมัวแต่น้ำ ใช้รักษาโรคลำไส้ใหญ่อักเสบได้ (ใบ)
  • ช่วยขับลม (ดอก)
  • ช่วยขับพยาธิ (เปลือกราก)
  • ช่วยขับเยี่ยว (ดอก, ผล, เม็ด)
  • ยางช่วยแก้ริดสีดวงทวาร (ยาง)
  • ช่วยบำรุงรักษาน้ำดี (ดอก)
  • ช่วยแก้โรคไต (ดอก)
  • ช่วยฝาดสมาน (เปลือกต้น)
  • ช่วยทำลายพิษแสดง (กระพี้)
  • ช่วยรักษาแผลที่เท้าและก็อาการเท้าแตก (ผล, เม็ด)
  • เปลือกรากแล้วก็รากแห้ง ใช้ผสมกับนมสำหรับบ่มฝี (ราก, เปลือกราก)
  • ช่วยรักษาโรคโรคเรื้อน (ดอก, แก่น)
  • ช่วยรักษาโรคปวดตามข้อ (เปลือกราก, น้ำมันจากดอก)
  • ช่วยยับยั้งอาการเกร็ง (ดอก)
  • รากช่วยขับเลือดบูดเน่า (ราก)
  • ช่วยทำนุบำรุงเมนส์ของสตรี (แก่นไม้)
  • ช่วยปรับให้เมนส์มาปกติ (เปลือกราก)
  • ช่วยขับเลือดในสตรีที่อยู่ในเรือนไฟให้ตก (ราก)

ประโยช์จากจำปา

  • ดอกใช้สำหรับการแต่งกลิ่นของกิน
  • นิยมนำมาปลูกเป็นพืชดอกไม้ประดับ ให้ความหอมรวมทั้งความสวย แล้วก็ยังฯลฯไม้ให้ร่มเงาในสนามก้าวหน้ามากมายประเภทหนึ่งอีกด้วย
  • น้ำมันจากดอกจำปา สามารถประยุกต์ใช้แต่งกลิ่นเครื่องแต่งตัวได้
  • ไม้จากต้นจำปามีสีเหลืองถึงสีน้ำตาลอ่อน มีความเหนียว วาว ทนปลวกได้ดิบได้ดี เลื่อยไสตกแต่งได้ง่าย ก็เลยประยุกต์ใช้คุณประโยชน์ได้อย่างนานัปการ อย่างเช่น การผลิตบ้านที่พัก สร้างเรือ ใช้ทำเป็นเครื่องเรือน ทำวัสดุ เครื่องกลึง หีบใส่ของ เครื่องสลักต่างๆรวมถึงของเด็กเล่น อื่นๆอีกมากมาย

 

แหล่งที่มา.. medthai

ชาขาว White Tea สรรพคุณและก็ประโยช์จากชาขาว 13 ข้อ

ชาขาว

ชาขาว

ชาขาว (White tea) หมายถึงชาที่ได้จากการเก็บใบชาเฉพาะส่วนของใบชาที่อยู่ยอดสุดเพียงแค่ใบเดียว ซึ่งเป็นเลิศอ่อนสุดที่เพิ่งจะแทงยอดออกมาและก็ยังแก่น้อยๆคุณลักษณะเด่นของชาขาวที่ไม่เสมือนชาจำพวกอื่นๆมันก็คือ ชาขาวจะมีลักษณะออกจะนุ่มเล็กแล้วก็เปราะบาง หรือที่เรียกว่า ตูมชาขาว (ยอดชาขาวที่ยังตูมอยู่ ไม่บานรับผิดแทนแสงอาทิตย์)

ซึ่งจะมีเส้นขนอ่อนๆสีขาวประกายเงินปกคลุมอยู่ ยิ่งปกคลุมเยอะแค่ไหนก็ยิ่งเป็นประสิทธิภาพของชาขาวที่ดียิ่งขึ้นมากมายแค่นั้น ก็เลยเป็นสาเหตุของชื่อ “ชาขาว” ตลอดจนไปถึงความประณีตบรรจงในแนวทางการผลิต และก็ยังจำเป็นต้องใช้ชาในจำนวนที่มากกว่าชาชนิดอื่นต่อการชงเพื่อได้ชาเพียงแต่ 1 แก้ว ก็เลยจะได้ชาขาวสีเหลองทองคำอำพัน ซึ่งจะมีรสชาตินุ่มนวลกลมกล่อมละมุนละไมและก็เปียกคอแบบธรรมชาติ โดยไม่มีรสฝาดขมราวกับชาเขียวหรือชาดำ ส่วนช่วงเวลาสำหรับการชงชาขาวก็จะใช้เวลามากยิ่งกว่าการชงชาทั่วๆไป เนื่องจากจำเป็นต้องทิ้งเอาไว้ราวๆ 5-7 นาที ก็เลยสามารถเอามารินกินได้

คุณประโยชน์ของชาขาว

  • ช่วยคุ้มครองป้องกันโรคอัลไซเมอร์
  • ช่วยลดการเสี่ยงของการเกิดโรคไขข้ออักเสบ

 

ประโยชน์ต่างๆที่ได้รับจากชาขาว

  • ชาขาวเป็นชาที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เนื่องจากมีสารที่มีคุณประโยชน์เป็นโภชนเภสัช ยกตัวอย่างเช่น สารโพลีฟีนอล (polyphenol) โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารค้างเทเคยชิน (Catechin) ซึ่งมีคุณลักษณะเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงอำนาจ เป็นตัวต่อต้านการเกิดปฏิกิริยาของสารอื่นๆกับออกสิเจน เพื่อช่วยพัฒนากระบวนการล้างพิษรวมทั้งสิ่งสกปรกออกมาจากร่างกาย ช่วยคุ้มครองป้องกันเซลล์ของร่างกายจากการเสื่อมสลายและก็การเช็ดกทำลายก่อนวัยอันควรจะ ก็เลยช่วยสร้างเสริมภูมิต้านทานให้กับร่างกาย ช่วยคุ้มครองการเกิดโรคต่างๆการดื่มชาขาวเป็นผลดีต่อร่างกายของพวกเรามากมาย แล้วก็ยังช่วยชะลอความแก่ ลดรอยเหี่ยวย่นบนบริเวณใบหน้าได้อีกด้วยการดื่มชาขาวจะช่วยปรับร่างกายรู้สึกแจ่มใส ขมีขมัน ช่วยสร้างความรู้สึกบรรเทา ลดอาการเคร่งเคลียดจากการทำงานหนัก
  • ชาขาวมีคุณลักษณะสำหรับเพื่อการต่อต้านสารก่อโรคมะเร็ง ก็เลยช่วยคุ้มครองปกป้องแล้วก็ลดการเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งได้ เพราะว่ามีจำนวนของสารติดอยู่เทเคยชินและก็สารโพลีฟีนอลอื่นๆซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระมากมาย ดร.เรียม เตชะงามมณี อดีตกาลคุณครูสาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง นักวิจัยชาขาวมานานกว่า 10 ปี ได้ให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องชาว่า ชาขาวมีสารฟลาโวนอยด์ ที่ปฏิบัติภารกิจต้านทานโรคมะเร็งไส้ โรคมะเร็งกระเพาะ รวมทั้งโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก รวมทั้งแม้อ้างอิงคุณลักษณะของชาเขียวที่ช่วยคุ้มครองโรคมะเร็งได้หลายแบบ ชาขาวก็ย่อมมีคุณภาพสำหรับในการยั้งโรคมะเร็งประเภทต่างๆได้ดียิ่งไปกว่าด้วยเหมือนกัน อีกทั้งโรคมะเร็งปอด โรคมะเร็งเต้านม โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคมะเร็งกระเพาะ โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก โรคมะเร็งตับ แล้วก็โรคมะเร็งผิวหนัง ด้วยเหตุว่าชาขาวประกอบไปด้วยสาร EGCG ที่มากกว่าชาเขียวจากงานค้นคว้าวิจัยของมหาวิทยาลัย Oregon State University ในประเทศสหรัฐฯ ได้พบว่าชาขาวมีคุณประโยชน์สำหรับในการคุ้มครองป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยงานค้นคว้าได้เจาะจงเพิ่มเติมอีกเหตุว่า ชาขาวมีคุณภาพเหมือนกับการใช้ยาซูลินแดค (sulindac) ที่มีคุณลักษณะยั้งและก็คุ้มครองการเติบโตของเซลล์ของโรคมะเร็งในลำไส้ใหญ่ในสัตว์ทดสอบที่มีต้นเหตุทางพันธุกรรมที่ทำให้ได้โอกาสเป็นโรคมะเร็ง แล้วก็สารในชาขาวยังช่วยปรับแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ในไส้ดำเนินงานได้ดิบได้ดีขึ้นด้วย รวมทั้งจากการทดสอบของมหาวิทยาลัย University of Copenhagen ร่วมกับ Stephens & Associates Inc ก็ได้พบว่า สารสกัดจากชาขาวสามารถยั้งและก็ปกป้องการเช็ดกทำลายของสารพัดธุบาปในเซลล์ข้างหลังการสัมผัสแดด ก็เลยถือมีส่วนช่วยสำหรับเพื่อการปกป้องการเกิดโรคมะเร็งผิวหนังได้เช่นเดียวกัน
  • ช่วยบำรุงรักษาเส้นโลหิตและก็หัวใจ ช่วยคุ้มครองการเกิดโรคหัวใจ จากการเล่าเรียนของ Internal Medicine and Public Health ที่ประเทศอิตาลี พบว่า เมื่อสัตว์ทดสอบได้รับสารฟลาโวนอยด์เสมอๆจะช่วยชะลอการเกิดการสั่งสมไขมันในเส้นโลหิตได้ ซึ่งชมรมกับข้อมูลการบริโภคชาเพื่อคุ้มครองป้องกันการเกิดโรคหัวใจ เนื่องจากสารฟลาโวนอยด์ในชาขาวสามารถช่วยลดความเสื่อมโทรมภาวะของกล้ามเนื้อหัวใจซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคท่อเลือดแดงแล้วก็เส้นโลหิตแดงแข็งได้ โดยเฉพาะสาร EGCG ในชาขาวนั้นมีคุณลักษณะช่วยลดการเสี่ยงของการเกิดโรคเส้นโลหิตหัวใจเจริญ โดยฟื้นฟูลักษณะการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ การเพิ่มของไนตริกออกไซด์ในปฏิกิริยา superoxide production แล้วก็ช่วยควบคุมความดันเลือดสูง ด้วยการไปยั้ง angiotensis-I converting enzyme ยิ่งไปกว่านี้ยังเจอเพราะสารโพลีฟีนอลสามารถช่วยลดการเกิดออกซิเดชั่นของไขมันชั่วช้าสารเลว (LDL) ช่วยลดการดูดซึมคอเลสเตอรอลเข้าระบบน้ำเหลือง ทำให้จำนวนของ very low-density lipoprotein (VLDL), LDL รวมทั้งไตรีกลีเซอไรด์ลดน้อยลง ทั้งยังยังชวยเพิ่มปริมาณของไขมันดี (HDL) ในกระแสโลหิตได้ด้วย ซึ่งการหรูหราไขมันดีสูงรวมทั้งหรูหราไตรกลีเซอไรด์ต่ำนี้จะสะท้อนถึงสุขภาพของระบบหัวใจที่ดีด้วย
  • ชาขาวอาจมีผลดีสำหรับในการช่วยปกป้องเบาหวานได้ เนื่องมาจากพบว่าคนที่ดื่มชาขาวเสมอๆ จะมี Glucose tolerance ดียิ่งขึ้น หรือซึ่งก็คือความทนทานต่อการเพิ่มขึ้นของน้ำตาลเดกซ์โทรสในเลือด ถ้าหากกล่าวให้เข้าใจง่ายๆก็คือ ร่างกายจะสามารถปรับนิสัยให้มีการหลั่งอินซูลินออกมาควบคุมจำนวนของน้ำตาลเดกซ์โทรสในเลือดได้นั่นเอง รวมทั้งจากการเล่าเรียนในตัวทดลองยังพบว่า สารโพลีฟีนอลในชาขาวสามารถช่วยลดน้ำตาลในเลือดของหนูขาวที่เป็นโรคเบาหวาน โดยไปยั้งแนวทางการทำงานของอะไมเลสซึ่งเป็นโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีย่อยแป้งให้เป็นน้ำตาล ทำให้การเพิ่มขึ้นของน้ำตาลในเลือดเป็นไปอย่างช้าๆซึ่งสโมสรกับอัตราการดูดซึมของเดกซ์โทรส ส่งผลทำให้หลักการทำงานของ glucose transporter ในไส้และก็อัตราการดูดซึมของเดกซ์โทรสน้อยลง ยิ่งไปกว่านี้สารโพลีฟีนอล ชนิด EGCG ยังช่วยเพิ่มความต่อแรงกระตุ้นของอินซูลินแล้วก็สารที่หน้าที่เหมือนอินซูลิน แล้วก็เพิ่มการปกป้องคุ้มครองลักษณะการทำงานของตับรวมทั้งตับอ่อนซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดเบาหวาน
  • ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล กำจัดไขมันในเส้นโลหิต รวมทั้งช่วยสำหรับเพื่อการลดหุ่น เพราะว่าสารค้างเทคุ้นชินแล้วก็สารคาเฟอีนในชาขาว จะช่วยปรับให้ระบบเมตาบอลิซึมภายในร่างกายของพวกเราดำเนินการก้าวหน้าขึ้น ทำให้เผาผลาญพลังงานได้มาก นำมาซึ่งการทำให้น้ำหนักตัวน้อยลง โดยไม่เป็นผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจ มีการศึกษาเล่าเรียนที่ทำให้เห็นว่าสารโพลีฟีนอลสามารถยั้ง catechol-O-methyl transferase ก็เลยช่วยกระตุ้นการผลิตความร้อนของร่างกาย ช่วยสำหรับการเผาผลาญพลังงานรวมทั้งกำจัดความอ้วน รวมทั้งจากการทดสอบสมรรถนะของสารต้านอนุมูลอิสระในชาขาวและก็ชาเขียวต่อการหยุดยั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี pancreatic lipase ซึ่งเป็นโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีที่ปฏิบัติภารกิจสำหรับการย่อยกรดไขมันให้มีขนาดเล็กจนกระทั่งสามารถซึมซับไปสู่ไส้ได้ ซึ่งเป็นกลไกที่ส่งผลต่อโรคอ้วน โดยพบว่าชามีสมรรถนะสำหรับการยั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีดังกล่าวข้างต้นได้ดีมากว่าชาเขียว นอกเหนือจากนั้นสารต้านอนุมูลอิสระยังมีการรั้งนำการเกิดวิธีการลำลายเซลล์ (apoptosis) การน้อยลงของขั้นตอนการสะสมไขมัน แล้วก็กระตุ้นขั้นตอนการทำลายไขมันในเซลล์ของสัตว์ทดสอบ และก็ยังมีการเรียนที่ทำให้เห็นว่าชาขาวมีคุณภาพสำหรับในการลดจำนวนการผลิตเซลล์ไขมัน และก็ช่วยทำลายไขมันในเซลล์ไขมันได้ ซึ่งทำให้ส่งผลต่อปริมาณเซลล์ไขมันที่มีความรู้ความเข้าใจสำหรับการเจริญวัยได้ และก็ในขณะโดดเดี่ยวก็จะช่วยกระตุ้นการเผาผลาญไขมันที่เก็บสะสมเอาไว้ในเซลล์ โดยการเพิ่มกรรมวิธีการเปลี่ยนไตรกลีเซอไรด์ไปเป็นกรดไขมันและก็กลีเซอรอล การดื่มชาขาวเพื่อลดความอ้วนควรจะดื่มโดยประมาณ 2-4 ถ้วยต่อวัน เพื่อได้จำนวนของสารออกฤทธิ์ โดยคนที่บริโภคชาขาวบ่อยๆ (แบบชงร้อนดื่มเอง) จะสามารถลดความอ้วนได้โดยประมาณ 2-3 โล ด้านในหนึ่งเดือน โดยมีคำเสนอแนะให้ว่าให้ใช้แนวทางกินน้ำไม่สลับกับชาขาวพร้อมกันไปกับการบริหารร่างกายอย่างสม่ำเสมอ ก็เลยจะได้ประสิทธิภาพที่ดีที่สุด
  • จากการทดสอบของมหาวิทยาลัย University of Copenhagen ที่ราชอาณาจักรเดนมาร์ก ร่วมกับ Stephens & Associates Inc ของสหรัฐฯ ได้พบว่า สารสกัดจากชาขาวสามารถช่วยยั้งแล้วก็คุ้มครองป้องกันการเช็ดกทำลายของสารพัดธุบาป (DNA) ในเซลล์ข้างหลังการสัมผัสแดดได้ ขึ้นรถต้านทานอนุมูลอิสระจะช่วยคุ้มครองปกป้องผิวจากข้างในและก็คุ้มครองป้องกันเซลล์ผิว ก็เลยช่วยคุ้มครองผิวจากมลพิษต่างๆและแสงอาทิตย์ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของการเกิดริ้วรอยแล้วก็จุดด่างดำได้ นอกเหนือจากการที่จะช่วยปกป้องผิวแล้ว ยังช่วยสร้างเสริมภูมิต้านทานให้กับผิว ก็เลยช่วยสำหรับในการยั้งอนุมูลอิสระที่มีต้นเหตุมาจากรังสียูวี ช่วยให้ต่อมน้ำเหลืองกำจัดพิษออกมาจากผิว สร้างเสริมความแข็งแรงของเซลล์ผิวหนัง ทำให้ผิวไม่แห้งด้าน ช่วยให้ความยืดหยุ่นของผิวหนังให้มีคุณภาพดีขึ้น ซึ่งจากงานศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยของ Kingston University ที่อังกฤษ ที่ศึกษาค้นพบว่าสารสกัดจากชาขาวสามารถช่วยป้องกันลักษณะการทำงานของโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีที่ทำลายอีลาสตินรวมทั้งคอลลาเจนได้
  • จากการที่ชาเขียวมีคุณลักษณะสำหรับเพื่อการปกป้องรักษาผิว ฟื้นฟูสภาพผิว รวมทั้งช่วยทำนุบำรุงผิวพรรณที่ถูกทำลายร้ายจากมลภาวะ ก็เลยมีการเอามาสกัดใช้เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลผิวพรรณแล้วก็ผมชนิดต่างๆไม่ว่าจะเป็นโลชั่นที่เอาไว้ป้องกันแดด ครีมอาบน้ำ ครีมสำหรับล้างหน้า แชมพู ฯลฯ และก็ชายังถูกใช้ประโยชน์ในสปาอีกด้วย เนื่องจากว่ากลิ่นหอมสดชื่นอ่อนนุ่มละไมของชาขาว จะช่วยปรับให้รู้สึกบรรเทาไปด้วยพร้อมเพียงกัน
    เนื่องมาจากชาขาวเป็นผลดีต่อองค์ประกอบของผิวหนัง ที่ช่วยสร้างเสริมความแข็งแรงของเซลล์ผิวหนัง ช่วยในด้านความยืดหยุ่นของผิวหนัง ก็เลยมีผลทำให้การทำงานองปอด เส้นโลหิต แล้วก็เอ็นต่างๆดำเนินการได้อย่างยอดเยี่ยมมากมายไปกว่านั้นชาขาวยังช่วยต้านทานแนวทางการทำงานของโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีบางจำพวกที่เข้าไปดำเนินงานรูปแบบการทำงานของข้อต่อกระดูก ทำให้ไขข้ออักเสบ หรือโรครูมาตอยด์
  • จากนิตยสารวิทยาภูมิคุ้มกันด้านการแพทย์แล้วก็โรคภูมิแพ้ ฉบับระดูเดือนพฤศจิกายน พุทธศักราช2546 ได้บอกว่าสารติดอยู่เทคุ้นชินในชาขาว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง EGCG มีคุณลักษณะช่วยคุ้มครองปกป้องการรับเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่อง ซึ่งจากผลของการทดสอบได้ทำให้เห็นว่า ชาขาวเข้มข้นมีคุณลักษณะช่วยปกป้องไม่ให้เชือ้เชื้อไวรัสไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่องจับกุมตัวกับเซลล์เม็ดเลือดขาวจำพวกที่มีความหมายต่อภูมิต้านทานที่เรียกว่า T Cells ซึ่งเป็นด่านแรกที่ทำให้ได้โอกาสติดเชื้อโรคไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่องได้
  • สารโพลีฟนอลมีคุณลักษณะสำหรับการต้านทานแบคทีเรีย โดยมั่นใจว่าสารดังกล่าวข้างต้นสามารถทำลายเยื่อห่อเซลล์ของแบคทีเรียได้ และก็จากการเรียนรู้ของ Dyson College of Arts and Sciences มหาวิทยาลัยเพซ (Pace University) ประเทศอเมริกา ได้พบว่า ชาขาวมีคุณลักษณะสำหรับในการยั้งการก้าวหน้าของเชื้อจุลินทรีย์ได้ดียิ่งไปกว่าชาเขียว ขึ้นรถสกัดจากชาขาว (White tea extract)

บางทีอาจช่วยยั้งการเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ นอกนั้นยังช่วยหยุดแนวทางการทำงานของเชื้อราแล้วก็เชื้อไวรัส ซึ่งจากผลของการทดสอบที่เจอทำให้คาดว่าชาขาวสกัดสามารถยั้งการเจริญก้าวหน้าของเชื้อ                  ราชนิด Penicillium chrysogenum และก็ Saccharomyces cerevisiae แล้วก็ช่วยต้านทานเชื้อไวรัสที่ก่อเกิดโรคในมนุษย์ได้ ซึ่งในตอนนี้ชาขาวสกัดยังถูกประยุกต์ใช้เป็นส่วนประกอบในยาสีฟันหลายแบรนด์                เพื่อทำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นสำหรับเพื่อการยั้งแบคทีเรียแล้วก็เชื้อรา

  • สารโพลีฟีนอลในชาขาวมีฤทธิ์ยั้งการเติบโตของแบคทีเรียได้หลากหลายประเภท ก็เลยสามารถลดอาการอักเสบแล้วก็การได้รับเชื้อในโพรงปากได้ ซึ่งมีอีกทั้งแบคทีเรีย Porphyromonas gingivilis ที่ก่อโรคในโพรงปาก และก็แบคทีเรีย Streptococcus mutans ที่ทำให้ฟันผุ ยิ่งไปกว่านี้สารโพลีฟีนอลยังสามารถยั้งแนวทางการทำงานของโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีอะไมเลสในน้ำลาย ก็เลยช่วยปรับการสร้างเดกซ์โทรสและก็มอลโทสลดน้อยลง แล้วก็ลดจำนวนของกินของแบคทีเรียที่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดฟันผุ

 

แหล่งที่มา.. medthai

มะกรูด สรรพคุณรวมทั้งคุณประโยชน์ต่างๆที่ได้รับจากมะกรูด 38 ข้อ

มะกรูด

มะกรูด

มะกรูด ชื่อสามัญ Kaffir lime, Leech lime, Mauritius papeda

มะกรูด ชื่อวิทยาศาสตร์ Citrus hystrix DC. จัดอยู่ในตระกูลส้ม (RUTACEAE)

สมุนไพรมะกรูด มีชื่อท้องถิ่นอื่นๆว่า มะขู (แม่ฮ่องสอน), มะขุน มะขูด (ภาคเหนือ), ส้มกรูด ส้มมั่วผี (ภาคใต้) ฯลฯ

หลายๆท่านอาจจะรู้จักกับมะกรูดอย่างดีเยี่ยม เนื่องจากว่าเป็นสมุนไพรคู่ครัวไทpมาอย่างช้านาน ด้วยเหตุว่านิยมใช้เป็นส่วนประกอบในเครื่องแกงที่จำเป็นต้องอย่างต้องมีให้ได้เลย ซึ่งปกติแล้วพวกเราชอบนิยมใช้ใบมะกรูดและก็ผิวมะกรูดมาเป็นส่วนใดส่วนหนึ่งของเครื่องปรุงของกินหลายแบบ เว้นเสียแต่มะกรูด จะใช้เป็นส่วนประกอบในของกินต่างๆแล้ว ก็ยังมีคุณประโยชน์ในด้านฯลฯ ไม่ว่าจะเป็นในด้านของความสวยและก็ในด้านของยาสมุนไพร นอกจากนั้นยังนับว่าเป็นพืชที่มีความเป็นสิริมงคลที่นิยมนำมาปลูกไว้รอบๆบ้านอีกด้วย เนื่องจากว่ามั่นใจว่าจะก่อให้ผู้อาศัยเป็นสุข โดยจะปลูกไว้ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ

สารเคมีที่สำคัญที่เจอได้ในผลมะกรูดก็คือน้ำมันหอมระเหย ซึ่งมีทั้งยังในส่วนของเปลือกผลหรือผิวมะกรูดและก็ในส่วนของใบ โดยเปลือกผลจะมีน้ำมันหอมระเหยโดยประมาณ 4% รวมทั้งในส่วนของใบนั้นจะมีน้ำมันหอมระเหยอยู่ราว 0.08% รวมทั้งยังสกัดยากกว่าน้ำมันในเปลือกผลอีกด้วย แม้กระนั้นก็ยังมีคุณลักษณะเด่นตรงที่น้ำมันจากใบจะมีกลิ่นมากยิ่งกว่านั่นเอง ก็เลยนิยมใช้ทั้งยังน้ำมันมะกรูดทั้งยังจากใบและก็เปลือกผล ซึ่งน้ำมันหอมระเหยนี้ก็สามารถประยุกต์ใช้คุณประโยชน์ได้หลายสิ่งหลายอย่างรวมทั้งยังมีคุณประโยชน์เป็นยาอีกด้วย

ประโยชน์ของมะกรูด

  1. ประโยชน์ของมะกรูดมะกรูดมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรงและต้านทานโรค
  2. ช่วยทำให้เจริญอาหาร
  3. น้ำมันหอมระเหยจากมะกรูดมีสรรพคุณช่วยผ่อนคลายความเครียด คลายความกังวล ทำให้จิตใจสงบนิ่ง ด้วยการสูดดมผิวมะกรูดหรือน้ำมันมะกรูดจะช่วยได้ระดับหนึ่ง แต่การใช้ไม่ควรจะใช้ความเข้มข้นมากกว่า 1% เพราะอาจจะทำให้เกิดการระคายเคืองได้
  4. ช่วยแก้อาการนอนไม่หลับ ด้วยการใช้ผิวมะกรูด รากชะเอม ไพล เฉียงพร้า ขมิ้นอ้อย ในปริมาณเท่ากัน นำมาบดเป็นผง นำมาชงละลายน้ำร้อนหรือต้มเป็นน้ำดื่ม
  5. ใช้เป็นยาบำรุงหัวใจ ด้วยการใช้ผิวมะกรูดสดฝานเป็นชิ้นเล็ก ๆ ประมาณ 1 ช้อนแกง เติมการบูรหรือพิมเสน 1 หยิบมือ ชงด้วยน้ำเดือด แช่ทิ้งไว้ แล้วนำน้ำที่ได้มาดื่ม 1-2 ครั้ง (เปลือกผล)
  6. ช่วยแก้ลม หน้ามืด วิงเวียนศีรษะ ด้วยการใช้เปลือกมะกรูดฝานบาง ๆ ชงกับน้ำเดือดใส่การบูรเล็กน้อย แล้วนำมารับประทานแก้อาการ (เปลือกผล)
  7. ช่วยแก้อาการไอ ขับเสมหะ ด้วยการใช้ผลมะกรูดนำมาผ่าซีก เติมเกลือ นำไปลนไฟให้เปลือกนิ่ม แล้วบีบน้ำมะกรูดลงในคอทีละน้อย ๆ จะช่วยแก้อาการไอได้ สูตรนี้ก็สามารถใช้เป็นยาขับเสมหะได้ด้วยเช่นกัน
  8. ใช้แก้อาเจียนเป็นเลือด แก้ช้ำในได้อีกด้วย
  9. ช่วยฟอกโลหิต ด้วยการนำผลมะกรูดสดมาผ่าเป็น 2 ซีกแล้วนำไปดองกับเกลือหรือน้ำผึ้งประมาณ 1 เดือน แล้วรินเอาแต่น้ำดื่ม จะช่วยฟอกโลหิตได้เป็นอย่างดี
  10. ใบมะกรูดมีสรรพคุณช่วยยับยั้งหรือชะลอการขยายตัวของเซลล์มะเร็ง ช่วยต่อต้านมะเร็งได้ เนื่องจากใบมะกรูดนั้นอุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีน
  11. ช่วยแก้เสมหะเป็นพิษ ด้วยการใช้ผิวมะกรูดสดฝานเป็นชิ้นเล็ก ๆ ประมาณ 1 ช้อนแกง เติมการบูรหรือพิมเสน 1 หยิบมือ ชงด้วยน้ำเดือด แช่ทิ้งไว้ แล้วนำน้ำที่ได้มาดื่ม 1-2 ครั้ง (เปลือกผล, ราก)
  12. น้ำมะกรูดใช้แก้อาการเลือดออกตามไรฟันได้ โดยหลังแปรงฟันเสร็จให้ใช้น้ำมะกรูดถูบาง ๆ บริเวณเหงือก
  13. ใช้ปรุงเป็นยาช่วยขับลมในลำไส้ แก้อาการจุกเสียด ท้องอืด แน่นท้อง ด้วยการใช้ผิวมะกรูดสดฝานเป็นชิ้นเล็ก ๆ ประมาณ 1 ช้อนแกง เติมการบูรหรือพิมเสน 1 หยิบมือ ชงด้วยน้ำเดือด แช่ทิ้งไว้ แล้วนำน้ำที่ได้มาดื่ม 1-2 ครั้ง (เปลือกผล)
  14. ช่วยแก้อาการปวดท้องหรือใช้เป็นยาแก้ปวดท้องในเด็กอ่อน ด้วยการนำผลมะกรูดมาคว้านไส้กลางออก นำมหาหิงคุ์ใส่และปิดจุก แล้วนำไปเผาไฟจนดำเกรียมและบดจนเป็นผงละลายกับน้ำผึ้งไว้รับประทาน
  15. แก้อาการปวดได้ หรือจะนำมาป้ายลิ้นเด็กอ่อน ใช้เป็นยาขับขี้เทาก็ได้เช่นกัน
  16. ช่วยขับระดู ขับลม ด้วยการใช้ผลมะกรูดนำมาดองทำเป็นยาดองเปรี้ยวไว้รับประทานแก้อาการ
  17. ช่วยกระทุ้งพิษ ช่วยรักษาฝีภายใน (ราก)
  18. ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ได้เป็นอย่างดี
    น้ำมันมะกรูดมีฤทธิ์อ่อน ๆ ช่วยยับยั้งการหดเกร็งของกล้ามเนื้อได้
  19. ใช้สระผมเพื่อทำความสะอาด ทำให้ผมดกเงางาม ป้องกันผมหงอก แก้ปัญหาผมร่วง ความเปรี้ยวของน้ำมะกรูดยังมีฤทธิ์เป็นกรดช่วยขจัดคราบแชมพู หรือชำระล้างสิ่งอุดตันต่าง ๆ ตามรูขุมขนบนหนังศีรษะ แล้วยังทำให้ผมหวีง่ายอีกด้วย ด้วยการผ่ามะกรูดเป็น 2 ชิ้น เมื่อสระผมเสร็จ ให้เอามะกรูดสระผมซ้ำ ด้วยการใช้มะกรูดยีให้ทั่วบนผม แล้วล้างออก จะช่วยทำความสะอาดผมได้
  20. ช่วยล้างสารเคมีในเส้นผม เนื่องจากในแต่ละวันเราต้องโดนทั้งฝุ่นละออง แสงแดด ยาสระผม ซึ่งเป็นสาเหตุที่อาจทำให้ผมแห้งกรอบได้ แม้จะใช้ครีมนวดผมหรือทรีตเมนต์บำรุงและซ่อมแซมผมก็ตาม แต่สิ่งเหล่านี้ก็ยังมีส่วนผสมของสารเคมีอยู่ สำหรับวิธีการปกป้องเส้นผมและล้างสารเคมีก็ง่าย เพียงแค่ใช้น้ำมะกรูดมาชโลมบนผมที่เปียกชุ่ม แล้วหมักทิ้งไว้ประมาณ 10 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด แล้วล้างซ้ำอีกรอบด้วยน้ำเย็นจะทำให้ผมเงางามและมีน้ำหนักขึ้น และยังช่วยถนอมเส้นผมและบำรุงเส้นผมไปในตัวอีกด้วย
  21. ใช้รักษารังแคและชันนะตุ ด้วยการนำมะกรูดมาเผาไฟ นำมาผ่าเป็นซีกแล้วใช้สระผม จะช่วยรักษาอาการชันนะตุได้
  22. ใช้ผสมเป็นน้ำอาบเพื่อทำความสะอาด ช่วยทำให้ผิวไม่แห้ง ด้วยการนำมะกรูดมาผ่าซีกลงในหม้อต้มเป็นน้ำอาบ
  23. มีอาหารบางชนิดที่นิยมใช้น้ำมะกรูดเป็นส่วนผสม
  24. เนื่องจากน้ำมะกรูดมีน้ำมันหอมระเหยอยู่มาก มีกลิ่นฉุน สามารถนำไปใช้ไล่แมลงบางชนิดได้ เช่น มอดและมดในข้าวสาร ด้วยการใช้ใบมะกรูดสด ๆ ประมาณ 4-5 ใบต่อข้าว 1 ถัง แล้วฉีกใบเป็น 2 ส่วนให้กลิ่นออก แล้วใส่ลงในถังข้าวสาร เมื่อใบมะกรูดแห้งแล้วก็ให้เปลี่ยนใบใหม่ เพียงแค่นี้ก็จะไม่มีแมลงมอดมากวนใจท่านแล้วครับ
  25. มะกรูดสามารถใช้ในการไล่ยุงและกำจัดลูกน้ำได้ เมื่อทานหรือคั้นเอาน้ำแล้วก็อย่าทิ้งเปลือก ให้นำเปลือกมาตากแห้งและเผาไฟจะช่วยไล่ยุงได้ดีนัก (เปลือกผล)
  26. ในปัจจุบันมีการผลิตน้ำมันหอมระเหยในรูปแบบแคปซูลเพื่อใช้ไล่แมลงและหนอนสำหรับเกษตรกร ด้วยการใช้โปรยไว้ใต้ต้นไม้ที่ต้องการไล่แมลง แคปซูลก็จะค่อย ๆ ปล่อยน้ำมันออกมา แถมยังไม่มีอันตรายอีกด้วย
  27. น้ำมันจากใบมะกรูดมีส่วนช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของเชื้อราบางชนิด เช่น ช่วยกระตุ้นการสร้างเส้นใยของราพวกมูเคอร์ แอสเปอร์จิลลัส อัลเทอร์นาเรีย และกระตุ้นการสร้างสปอร์ของแอสเปอร์จิลลัส
  28. ใบมะกรูดและน้ำมะกรูดสามารถใช้ดับกลิ่นคาวในอาหารได้
  29. ใช้ในการประกอบอาหารและแต่งกลิ่นคาวหวานของอาหาร เช่น ต้มยำ แกงเผ็ด ผัดเผ็ด ฉู่ฉี่ ห่อหมก ทอดมัน โรยหน้าข้าวเหนียวหน้ากุ้ง ฯลฯ
  30. น้ำมะกรูดสามารถใช้แทนน้ำมะนาว หรือใช้ร่วมกับมะนาวได้ จะได้รสเปรี้ยวและความหอมของน้ำมันหอมระเหยที่ผิวมะกรูดเพิ่มขึ้นไปด้วย
  31. มะกรูดยังใช้ในพระราชพิธีสำคัญ เช่น พระราชพิธีโสกันต์ ซึ่งระบุไว้ว่าจะต้องมีผลมะกรูดและใบส้มป่อยในการประกอบพิธี
  32. ยาฟอกเลือดสตรี ขับระดู ยาบำรุงประจำเดือน หรือยาแก้ผอมแห้งแรงน้อย มักจะมีมะกรูดอยู่ในตำรับยาเสมอ
  33. มีการนำเปลือกของมะกรูดมาใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางบางชนิด อย่างเช่น สบู่ แชมพูมะกรูดหรือยาสระผมมะกรูด ผลิตภัณฑ์ป้องกันยุงและแมลง เป็นต้น
  34. หากถูกปลิงกัด ไม่ควรดึงออก เพราะจะทำให้แผลฉีกขาดและเลือดจะไหลไม่หยุด แต่วิธีที่ควรทำในเบื้องต้นให้ใช้น้ำมะกรูดมาราดใส่ตรงที่ถูกปลิงเกาะ ก็จะทำให้ปลิงหลุดออกมาเอง
  35. มะกรูดช่วยแก้ปัญหากลิ่นเท้าเหม็น มีกลิ่นอับเชื้อรา ด้วยสูตรมะกรูด ขิง ข่า เกลือ อย่างละเท่า ๆ กัน นำมาต้มรอให้อุ่นสักนิดแล้วแช่เท้าทิ้งไว้ประมาณ 15 นาทีก็จะช่วยลดกลิ่นอับแถมยังคลายความปวดเมื่อยได้อีกด้วย
  36. ช่วยดูดกลิ่นในรองเท้าหรือตู้รองเท้า ด้วยการใช้ผิวมะกรูด ตะไคร้หอม ถ่านป่น และสารส้ม อย่างละ 1 ส่วน นำมาใส่ถุงที่ทำจากผ้าขาวบางหรือผ้าที่มีช่องระบายอากาศ แล้วนำไปใส่ไว้ในตู้รองเท้าหรือในรองเท้า จะช่วยดูดกลิ่นได้อย่างหมดจดเลยทีเดียว
  37. ช่วยทำความสะอาดคราบตามซอกเท้าเพื่อลดความหมักหมมด้วยการใช้สับปะรด 2 ส่วน, สะระแหน่ 1/2 ส่วน, น้ำมะกรูด 1/2 ส่วน, เกลือ 2 ส่วน นำมาปั่นรวมกันแล้วนำไปขัดเท้า
  38. การอบซาวน่าสมุนไพรเพื่อขับสารพิษผ่านเหงื่อและรูขุมขน มักจะมีสมุนไพรที่ประกอบไปด้วย ขมิ้นอ้อย ขมิ้นชัน ไพล ตะไคร้ พิมเสน การบูร และผิวมะกรูดผสมอยู่ด้วย ซึ่งแต่ละตัวก็มีสรรพคุณในการช่วยขับสารพิษทั้งสิ้น

 

แหล่งที่มา.. medthai

กานพลู สรรพคุณและประโยชน์ของกานพลู 39 ข้อ

กานพลู

กานพลู

กานพลู ชื่อสามัญ Clove

กานพลู ชื่อวิทยาศาสตร์ Syzygium aromaticum (L.) Merr. & L.M.Perry (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Eugenia caryophyllus (Spreng.) Bullock & S.G.Harrison, Eugenia caryophyllata Thunb.) จัดอยู่ในตระกูลชมพู่ (MYRTACEAE)

ต้นกานพลู เป็นไม้ยืนต้นและก็เป็นสมุนไพรประเภทหนึ่งที่น่าจิตใจ มีคุณประโยชน์ทางยามากมาย มีกลิ่นหอมยวนใจส่วนตัว เป็นสมุนไพรไทยที่มีรสเผ็ด โดยมีการเพาะปลูกแล้วก็เก็บเกี่ยวเยอะที่สุดในประเทศอินโดนีเซีย ประเทศอินเดีย ประเทศปากีสถาน รวมทั้งศรีลังกา ฯลฯ

พวกเรานิยมประยุกต์ใช้คุณประโยชน์ได้หลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นดอกตูม ผล ต้น เปลือก ใบ รวมถึงน้ำมันหอมระเหย ในบัญชียาสมุนไพร ตามประกาศคณะกรรมการแห่งชาติด้านยา (ฉบับที่ 5) มีการใช้กานพลูเป็นยารักษาอาการทางระบบไหลเวียนเลือด (แก้ลม) โดยปรากฏอยู่ในตำรับยาหลากหลายประเภท เช่น ยาหอมเทพจิตร ยาหอมนวโกฐ ซึ่งจะมีส่วนประกอบของกานพลูร่วมกับสมุนไพรประเภทอื่นๆอยู่ด้วย มีคุณประโยชน์ช่วยแก้ลม หน้ามืด อาการหน้ามืดลายตา ใจสั่น คลื่นไส้อาเจียน รวมทั้งยังมีการใช้กานพลูเป็นยารักษากรุ๊ปอาการทางระบบของกิน ซึ่งประกอบไปด้วย ยาธาตุบรรจบ ยาประสะกานพลู ซึ่งจะช่วยแก้อาการท้องอืดท้องอืด จุกเสียด ของกินไม่ย่อยฯลฯ

กานพลูซื้อไหน  ถ้าหากซื้อน้อยก็ตามร้านค้ายาแผนไทยทั่วๆไป ตลาดสด ซูเปอร์มาร์เก็ตบางที่ก็มีขาย ร้านค้าขายเครื่องแกงเครื่องเทศทั่วๆไป

ประโยชน์ของกานพลู

  1. กานพลูมีสารประกอบอย่างฟีโนลิกในปริมาณมาก ซึ่งมีสรรพคุณช่วยเรื่องการต่อต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย
  2. ใบกานพลูมีส่วนช่วยเผาผลาญแคลอรี ช่วยลดความอยากน้ำตาล และช่วยลดและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
  3. กานพลูแก้ปวดฟัน ด้วยการใช้น้ำมันที่กลั่นมาจากดอกตูมของดอกกานพลูประมาณ 5 หยด แล้วใช้สำลีพันปลายไม้จุ่มน้ำมันนำมาอุดในรูที่ปวดฟันจะช่วยบรรเทาอาการปวดฟันได้ หรือจะนำดอกมาเคี้ยวแล้วอมไว้ตรงบริเวณที่มีอาการปวดฟันก็ได้ หรือจะนำดอกกานพลูมาตำให้แหลก ผสมกับเหล้าขาวเล็กน้อยพอให้แฉะ แล้วนำมาอุดฟันบริเวณที่ปวด (น้ำมันสกัด) หรือจะใช้ดอกตูมที่แห้งแล้วนำมาแช่เหล้าเอาสำลีชุบอุดรูฟันก็ได้เช่นกัน
  4. ช่วยรักษาโรครำมะนาด (โรคปริทันต์) หรือโรคที่มีการอักเสบของอวัยวะรอบ ๆ ฟันนั่นเอง ด้วยการนำดอกมาเคี้ยวแล้วอมไว้ตรงบริเวณที่มีอาการของโรค (ดอกตูม)
  5. ช่วยระงับกลิ่นปาก ดับกลิ่นเหล้าได้เป็นอย่างดี ด้วยการใช้ดอกตูมของกานพลูประมาณ 3 ดอก อมไว้ในปากจะช่วยลดกลิ่นปากลงไปได้บ้าง และยังเป็นส่วนผสมในน้ำยาบ้วนปากหลายชนิด (ดอกตูม)
  6. ช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน หน้ามืดตาลาย (ดอก)
  7. ช่วยแก้อาการสะอึก แก้ซางต่าง ๆ (ดอก)
  8. ดอกตูมของกานพลูใช้รับประทานเพื่อขับลม แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ (ดอกตูม)
  9. ช่วยบรรเทาอาการปวดท้อง ช่วยลดการบีบตัวของลำไส้ (ดอกตูม)
  10. กานพลูมีสรรพคุณช่วยลดอาการจุกเสียดแน่นท้อง ที่เกิดจากการย่อยอาหารไม่สมบูรณ์ (ดอกตูม)
  11. ช่วยกระตุ้นการหลั่งเมือกและช่วยลดกรดในกระเพาะอาหาร (ดอกตูม)
  12. ช่วยแก้อาการท้องเสียในเด็ก (ดอกตูม)
  13. ช่วยแก้อาการเหน็บชา (ดอกตูม)
  14. ช่วยรักษาโรคหืดหอบ (ดอกตูม)
  15. ช่วยแก้อาการไอ ด้วยการอมดอกกานพลู ระหว่างอมอาจจะรู้สึกชาปากบ้างเล็กน้อย (ดอกตูม)
  16. ช่วยรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน (ดอกตูม)
  17. ช่วยขับเสมหะ แก้เสมหะเหนียวข้น (ดอกตูม)
  18. ช่วยขับน้ำดี (ดอกตูม)
  19. มีส่วนช่วยในการดูดซึมของธาตุเหล็กให้ดียิ่งขึ้น
  20. ช่วยแก้น้ำเหลืองเสีย แก้เลือดเสีย (ดอกตูม)
  21. ช่วยขับน้ำคาวปลา (ดอกตูม)
  22. ช่วยแก้ลม แก้ธาตุพิการ บำรุงธาตุ (ดอกตูม)
  23. ช่วยขับผายลม จับลมในลำไส้ (ดอกตูม)
  24. เปลือกของต้นการพลู ช่วยแก้อาการปวดท้อง แก้ลม และช่วยคุมธาตุ
  25. ผลของกานพลูนำมาใช้เป็นเครื่องเทศ ซึ่งเป็นตัวช่วยให้มีกลิ่นหอม
  26. น้ำมันหอมระเหยของกานพลู (Essential oil) ช่วยฆ่าเชื้อโรคได้ (น้ำมันหอมระเหย)
  27. น้ำมันหอมระเหยของกานพลู ช่วยทำให้ประสาทสงบ
  28. ใช้เป็นยาระงับอาการชักกระตุก ด้วยน้ำมันหอมระเหยจากกานพลู (น้ำมันหอมระเหย)
  29. ช่วยทำให้ผิวหนังชา ด้วยการใช้น้ำมันหอมระเหยจากดอกกานพลู เพราะมีสาร Eugenol ซึ่งมีฤทธิ์เป็นยาชาเฉพาะที่ (น้ำมันหอมระเหย)
  30. ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นเชื้อบิดชนิดไม่มีตัว เชื้อหนอง เชื้อโรคไทฟอยด์ เป็นต้น (ดอกตูม)
  31. น้ำมันหอมระเหยจากกานพลูมีส่วนช่วยฆ่าเชื้อจากบาดแผล แมลงสัตว์กัดต่อยได้
  32. งานวิจัยพบว่าน้ำมันกานพลูสามารถช่วยละลายลิ่มเลือดและช่วยลดการจับตัวเป็นก้อนได้
  33. กานพลูเป็นหนึ่งในสมุนไพรที่นำมาใช้ในการย้อมสีผม ซึ่งจะให้สีผมที่ใกล้เคียงกับสีดำ
  34. น้ำมันกานพลู (Clove oil) นำมาใช้ในการแต่งกลิ่นอาหาร แต่งกลิ่นสบู่ และยาสีฟัน
  35. ประโยชน์ของกานพลูน้ำมันกานพลูมีฤทธิ์ในการช่วยไล่ยุงได้
  36. ใช้เป็นส่วนผสมของสมุนไพรในตำรับยาต่าง ๆ หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น พิกัดตรีพิษจักร พิกัดตรีคันธวาต ยาหอมเทพจิต ยาหอมนวโกฐ ยาธาตุบรรจบ ยาประสะกานพลู เป็นต้น
  37. กานพลูเป็นหนึ่งในสมุนไพรที่แนะนำให้รับประทานของหญิงให้นมบุตรเพราะช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต และทำให้มีน้ำนมเพิ่มมากขึ้น แต่สำหรับหญิงที่อยู่ระหว่างการตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำมันหอมระเหยกานพลู เว้นแต่จะได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ
  38. ผู้ผลิตบางรายได้นำกานพลูมาทำเป็นบุหรี่ หรือที่เรียกกันว่าบุหรี่กานพลู โดยมีการพัฒนาสูตรใหม่ ๆเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรสชาติ ที่มีทั้งรสช็อกโกแลต รสบ๊วย รสวานิลลา รสผลไม้ และอื่น ๆ มากมาย แต่เหล่านี้ก็ยังถือเป็นอันตรายต่อสุขภาพอยู่ดี จึงไม่ขอแนะนำ และบุหรี่กานพลูก็มีพิษเทียบเท่ากับบุหรี่ทั่วไปอีกด้วย
  39. น้ำมันสกัดจากการพลูสามารถช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของ Lactococcus garvieae ในอาหารเลี้ยงเชื้อได้ เมื่อนำอาหารปลาที่ผสมกับน้ำมันกานพลูมาเลี้ยงปลานิล จะทำให้ปริมาณการตายเนื่องจากการติดเชื้อ L. garvieae ของปลานิลลดลง

 

 

แหล่งที่มา.. medthai

คะน้า สรรพคุณและก็ประโยชน์ต่างๆที่ได้รับจากผักคะน้า 30 ข้อ

ผักคะน้า

ผักคะน้า

ผักคะน้า ชื่อสามัญ Kai-Lan (Gai-Lan), Chinese broccoli, Chinese kale (คนจีนจะเรียกว่าผักประเภทนี้ว่า ไก่หลันไช่)

ผักคะน้า ชื่อวิทยาศาสตร์ Brassica oleracea L. Cv. Alboglabra Group (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Brassica alboglabra L.H.Bailey) จัดอยู่ในตระกูลผักกาด (BRASSICACEAE หรือ CRUCIFERAE)

คะน้า เป็นผักที่มีต้นกำเนิดในทวีปเอเชียซึ่งเพาะปลูกมากมายในประเทศจีน ไต้หวัน ประเทศฮ่องกง มาเลเซีย รวมถึงเมืองไทยบ้านพวกเราด้วย

ผักคะน้าเป็นผักซึ่งสามารถเพาะปลูกได้ทั้งปี (แต่ว่าระยะเวลาเพาะปลูกที่ดีเยี่ยมที่สุดจะในตอนตุลาคม – ม.ย.) มีช่วงเวลาสำหรับในการเก็บเกี่ยวสั้น สำหรับบ้านพวกเราสายพันธุ์ที่นิยมนำมาปลูกจะมีอยู่ร่วมกัน 3 สายพันธุ์ อาทิเช่น ชนิดใบกลม ชนิดใบแหลม ชนิดยอดหรือก้าน ฯลฯ เมื่อหาซื้อมาแล้วควรจะเก็บใส่ไว้ภายในกล่องหรือถุงก๊อบแก๊บ ผูกหรือปิดให้แน่นและจากนั้นจึงนำไปแช่ไว้ภายในช่องเก็บผักของตู้แช่เย็น ซึ่งเป็นแนวทางที่สามารถช่วยรักษาวิตามินในผักให้ดำรงอยู่ได้มากที่สุด

สรรพคุณของคะน้า

  • สรรพคุณของผักคะน้ามีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายได้
  • ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานในกับร่างกาย ทำให้มีสุขภาพแข็งแรง
  • ช่วยบำรุงผิวพรรณและป้องกันการติดเชื้อต่าง ๆ
  • ผักคะน้ามีวิตามินซี ซึ่งมีส่วนช่วยเสริมสร้างเนื้อเยื่อให้ชุ่มชื้นมากขึ้น (วิตามินซี)
  • ช่วยบำรุงและรักษาสายตา (วิตามินเอ)
  • คะน้ามีสารลูทีน (Lutein) ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคต้อกระจกได้ถึง 29% (ลูทีน)
  • ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมและยังช่วยป้องกันการเสื่อมของศูนย์จอตาได้อีกด้วย
  • ช่วยบำรุงโลหิต
  • ธาตุเหล็กและธาตุโฟเลตในผักคะน้ามีความสำคัญต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง
  • ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต
  • ธาตุเหล็กเป็นส่วนประกอบของกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อต่าง ๆ ทำหน้าที่ช่วยขับออกซิเจนที่เลือดนำมาไว้ใช้
  • ผักคะน้ามีแคลเซียม ซึ่งมีส่วนช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟัน (แคลเซียม)
  • ช่วยป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุน (แคลเซียม)
  • มีส่วนช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล
  • ผักคะน้ามีแมกนีเซียมสูง ซึ่งช่วยลดความถี่ของอาการไมเกรนลงได้ (ธาตุแมกนีเซียม)
  • ช่วยชะลอปัญหาความจำเสื่อม ทำให้อัตราการเปลี่ยนของความจำช้าลง และช่วยชะลอการเสื่อมของอายุสมอง (วิตามินอี)
  • มีคุณสมบัติช่วยป้องกันยับยั้งการเจริญของเนื้องอก ยับยั้งสารก่อมะเร็ง ต่อต้านอนุมูลอิสระและสารก่อมะเร็ง ช่วยส่งเสริมการทำงานของเอนไซม์ที่ช่วยขับพิษของสารก่อมะเร็ง
  • ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้ มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งปอด และมะเร็งเต้านม
  • ช่วยป้องกันการเกิดโรคโลหิตจาง
  • ช่วยรักษาโรคหอบหืด เพราะช่วยลดการบีบตัวของกล้ามเนื้อเรียบในหลอดลม และยังช่วยขยายหลอดลมของผู้ที่เป็นโรคหอบหืดอีกด้วย
  • ช่วยรักษาโรคภูมิแพ้ ช่วยคลายการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อหลอดลมเมื่อถูกโจมตีด้วยละอองเกสรหรือฝุ่นที่ทำให้ร่างกายต่อต้าน
  • ช่วยป้องกันโรคท้องผูก (เส้นใย)
  • การรับประทานผักคะน้าเป็นประจำจะช่วยป้องกันการเกิดตะคริว
  • ช่วยรักษาสมดุลของระดับฮอร์โมนเอสโตรเจน
  • ช่วยปรับสมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย ช่วยลดอาการหงุดหงิด อารมณ์แปรปรวนในสตรีช่วงมีประจำเดือน
  • เป็นผักที่เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวานหรือผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำตาลเป็นพิเศษ เพราะผักคะน้าถือว่าจัดอยู่ในกลุ่มผักที่มีน้ำตาลน้อยที่สุดเลยก็ว่าได้ (3-5%)
  • ช่วยเสริมสร้างสมองของเด็กทารกในครรภ์ (กรดโฟลิก)
  • ผักคะน้ามีโฟเลตสูง จำเป็นอย่างมากสำหรับหญิงตั้งครรภ์ เพราะช่วยลดความเสี่ยงต่อการที่เด็กทารกพิการแต่กำเนิด (โฟเลต)
  • ช่วยลดอาการกินของจุบจิบ เพราะแคลเซียมจะช่วยปรับระดับของฮอร์โมนให้คงที่ ทำให้ความอยากกินของจุบจิบสลายตัวไปได้ (ธาตุแคลเซียม)

ประโยชน์ของคะน้า

  • สามารถนำมาทำเป็นอาหารได้หลากหลายเมนู เมนูคะน้าก็เช่น ผัดคะน้าหมูกรอบ ผัดผักคะน้า ยำก้านคะน้า ต้มจับฉ่าย คะน้าไก่กรอบ คะน้าปลาเค็ม คะน้าเห็ดหอม คะน้าปลากระป๋อง ข้าวผัดคะน้า เป็นต้น

 

 

แหล่งที่มา.. medthai