Category «Uncategorized»

กระท้อน สรรพคุณแล้วก็คุณประโยชน์ของกระท้อน 14 ข้อ

กระท้อน

กระท้อน ชื่อสามัญ Santol, Sentul, Red sentol, Yellow sentol

กระท้อน ชื่อวิทยาศาสตร์ Sandoricum koetjape (Burm.f.) Merr. จัดอยู่ในตระกูลกระท้อน (MELIACEAE)

กระท้อน มีชื่อท้องถิ่นอื่นๆว่า สะตู สตียา (จังหวัดนราธิวาส), สะโต (จังหวัดปัตตานี), เตียนล่อน สะท้อน (ภาคใต้), มะติ๋น (ภาคเหนือ), มะต้อง (จังหวัดอุดรธานี, ภาคเหนือ) ฯลฯ

สายพันธุ์กระท้อน สำหรับสายพันธุ์ของกระท้อนยอดนิยมนั้นเป็นชนิดกระท้อนห่อที่มีรสหวาน ดังเช่นว่า สายพันธุ์อีล่า ปุยฝ้าย ทับทิม อินทรชิต นิ่มนวล ขันทอง เทพรส อีแดง ส่วนประเภทท้องถิ่นนั้นจะมีรสเปรี้ยว ผลเยอะแต่ว่ามีขนาดเล็ก ก็เลยนิยมเอามาทำเป็นกระท้อนทรงเครื่อง กระท้อนดอง

กระท้อนคือผลไม้ที่มีธาตุโพแทสเซียมสูง ก็เลยไม่ค่อยเหมาะสมนักสำหรับคนที่มีอาการป่วยด้วยโรคไต ด้วยเหตุว่าผู้เจ็บป่วยบางรายอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีภาวการณ์โพแทสเซียมสูงอยู่แล้ว ก็เลยจะต้องควบคุมการกินโพแทสเซียมเป็นพิเศษ แล้วก็สำหรับคนทั่วๆไปที่มิได้เป็นโรคไตก็ไม่สมควรประมาท เพราะเหตุว่ามีการตรวจเจอว่ากระท้อนก็มีสารฟอกขาว (สารโซเดียมไฮโดรซัลไฟต์) แปดเปื้อนได้เช่นเดียวกัน ซึ่งถ้าหากได้รับไปสู่ร่างกายในจำนวนมากจะกำเนิดอาการอักเสบตามอวัยวะที่สัมผัส ได้แก่ ปากรวมทั้งกระเพาะ รวมถึงมีลักษณะอาการแน่นหน้าอก เจ็บท้อง คลื่นไส้อีกด้วย

สรรพคุณของกระท้อน

  • ใช้ทำเป็นยาธาตุ (ราก)
  • ใช้ใบสดต้มอาบแก้ไข้ (ใบ)
  • ช่วยขับเหงื่อ (ใบ)
  • รากกระท้อนช่วยแก้บิด (ราก)
  • ช่วยแก้อาการท้องเสีย (ราก)
  • ใช้ทำเป็นยาขับลม (ราก)
  • กระท้อนมีสรรพคุณใช้เป็นยาฝาดสมาน (ผล)
  • ช่วยรักษาโรคผิวหนัง กลากเกลื้อน (เปลือก)
  • หลายส่วนของกระท้อนมีสรรพคุณออกฤทธิ์แก้อาการอักเสบ
  • สารสกัดจากเมล็ดกระท้อนมีฤทธิ์เป็นยาฆ่าแมลง
  • สารสกัดจากกิ่งกระท้อนมีผลยับยั้งมะเร็งในหลอดทดลองได้

ประโยชน์ของกระท้อน

  • กระท้อนมีประโยชน์ ผลใช้รับประทานเป็นอาหาร ใช้ทำอาหารคาวหวานได้หลากชนิด เช่น แกงคั่ว แกงฮังเล ผัด ตำกระท้อน ส่วนอาหารหวานก็เช่น กระท้อนทรงเครื่อง กระท้อนลอยแก้ว กระท้อนดอง กระท้อนกวน กระท้อนแช่อิ่ม เยลลี่กระท้อน แยมกระท้อน น้ำกระท้อน หรือใช้กินเป็นผลไม้สดก็ได้เช่นกัน (ผล)
  • ประโยชน์กระท้อน ลำต้นใช้ทำเป็นไม้ใช้สอยต่าง ๆ เช่น ทำไม้กระดาน เป็นต้น (ต้น)
  • ประโยชน์ของกระท้อน กระท้อนเป็นผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว มีฤทธิ์เย็น จึงเหมาะกับผู้ที่เกิดในเดือนสิงหาคม กันยายน และตุลาคม ซึ่งธาตุเจ้าเรือนอยู่ในธาตุน้ำ

 

แหล่งที่มา.. medthai

ชาดำ (Black Tea) สรรพคุณและประโยชน์ของชาดำ 14 ข้อ

ชาดำ

ชาดำ

ชาดำ (Black tea) เป็น ชาที่ผ่านการเปลี่ยนแปลงรูป ซึ่งได้มาจากการเก็บใบชาอ่อน (ใบชาสายพันธุ์ Camellia sinensis) เอามาทำให้แห้งเพื่อลดจำนวนของน้ำลงนิดหน่อย แล้วนำใบชาครึ่งหนึ่งแห้งนั้นไปกดหรือบดด้วยลูกกลิ้ง เพื่อใบชาบอบช้ำ ซึ่งเซลล์ในใบชาจะแตกบอบช้ำโดยใบไม่ขาด และก็โปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีในเซลล์จะเสื่อมสภาพสารเกิดเป็นวิธีการหมัก นำมาซึ่งการก่อให้เกิดกลิ่นแล้วก็รส จนกระทั่งใบชาเริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีทองแดง เมื่อทิ้งเอาไว้ระยะหนึ่งก่อนใช้ความร้อนเป่าไปที่ใบชา (หรือบางทีอาจนำใบชาไปอังไฟ หรือรมด้วยละอองน้ำ) โปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีจะสิ้นฤทธิ์ ใบชาเริ่มกลายเป็นสีดำ เมื่อนำไปตากหรืออบให้แห้ง หลังจากนั้นก็บดหรือหั่นตามแต่ประเภทของชา ซึ่งชาที่ได้มานี้จะเรียกว่า ชาดํา

จากการเปลี่ยนแปลงรูปจะมองเห็นได้ว่า ชาดำเป็นชาที่ผ่านการดองอย่างสมบูรณ์ ซึ่งจะต่างจากชาอู่หลงตรงที่ชาอู่หลงนั้นใช้กรรมวิธีการหมักแบบออกซิเดชั่น แม้กระนั้นชาดำจะใช้กรรมวิธีการหมักโดยแบคทีเรียราวกับการเพาะบ่มเหล้าองุ่น ซึ่งแนวทางการหมักนี้จะมีผลให้สามารถหมักชาได้อย่างเต็มเปี่ยม ยิ่งบ่มนานก็ยิ่งได้รสที่ดี ซึ่งชาดำที่มีชื่อเสียงมากมายแล้วก็เป็นที่ชื่นชอบสูงก็คือ “ชาผู่เอ๋อร์” (Pu-erh) จากจีน รวมทั้ง ชาอัสสัม (Assam) จากประเทศอินเดีย

ในขั้นตอนการผลิตชาดำนั้น จะมีผลให้สารเคมีที่มีสาระน้อยลง (คาเทชิน) เมื่อเปรียบเทียบกับชาเขียวที่ไม่ผ่านขั้นตอนการหมัก โดยชาเขียว 100 กรัม จะมีสารติดอยู่เทคุ้นชินคงเหลือราวๆ 14.2 กรัม ตอนที่ชาดำจะมีสารติดอยู่เทคุ้นชินเหลืออยู่เพียงแต่ 4 กรัม แม้กระนั้นอย่างไรก็ดี รวมทั้งยังพบว่าชาดำกับชาเขียวก็มีจำนวนของสารโพลีฟีนอลที่ใกล้เคียงกัน เป็นในใบชา 100 กรัม จะมีโพลีฟีนอลอยู่ราวๆ 15-16 กรัม ด้วยเหตุผลดังกล่าวนักวิทยาศาสตร์ก็เลยการันตีว่า ชาดำก็ให้คุณประโยชน์ต่อร่างกายได้เช่นเดียวกัน แม้กระนั้นนักวิทยาศาสตร์โดยมากก็ยังมั่นใจว่าชาเขียวนั้นมีสาระมากยิ่งกว่า เนื่องด้วยมีสารคาเทชินที่มากกว่านั่นเอง

ดังนี้ ชาดำจะมีรสชาติขมนิดหน่อย ให้รสละมุนกลมกล่อมละมุนละไม เปียกแฉะคอ และก็มีจำนวนของคาเฟอีนเยอะที่สุดในบรรดาชาด้วยกัน หรือราวๆ 40 มก.ต่อถ้วย (แม้กระนั้นก็ยังน้อยกว่าในกาแฟที่มีกาเฟอีนอยู่ 100 มก.ขึ้นไป) ในเรื่องของรสถ้าเทียบชาดำกับชาเขียวแล้ว จะพบว่าชาดำจะมี monoterpene alcohols ซึ่งเป็นสารให้กลิ่นมากยิ่งกว่าชาเขียว ด้วยเหตุดังกล่าวก็เลยทำให้มีผู้นิยมกลิ่นของชาดำมากยิ่งกว่า ส่วนสีของชาดำนั้นจะมีตั้งแม้กระนั้นสีน้ำตาลปนแดงไปจนกระทั่งสีน้ำตาลเข้มจนถึงแทบดำ

สรรพคุณของชาดำ

  • ช่วยบำรุงหัวใจ
  • ช่วยบำรุงกระเพาะ
  • ช่วยในการย่อยอาหาร บรรเทาอาการอาหารไม่ย่อย
  • ช่วยบำรุงโลหิตสำหรับสตรีที่มีประจำเดือน
  • ในใบชามีสารฟลูออไรด์ที่ช่วยยับยั้งแบคทีเรียในช่องปาก จึงช่วยป้องกันฟันผุ และช่วยลดอาการสึกหรอของฟันได้เป็นอย่างดี

ประโยชน์ของชาดำ

  1. ชาดำนั้นอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เช่นเดียวกับ ชาเขียว ชาขาว ชาวอู่หลง จึงช่วยในการล้างสารพิษในร่างกาย ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคต่าง ๆ และช่วยในการชะลอวัย
  2. ช่วยทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า แก้อาการง่วงนอน เพราะในชาดำจะมีสารกาเฟอีนที่ทำให้รู้สึกสดชื่น ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตและช่วยกระตุ้นระบบกล้ามเนื้อหัวใจ
  3. จากรายงานของยูนิเวอร์ซิตี้ คอลเลจ ลอนดอน ได้ระบุว่า ชาดำมีผลต่อระดับฮอร์โมนความเครียดในร่างกายที่มีชื่อว่า “คอร์ติซอล” การดื่มชาดำเป็นประจำสม่ำเสมออาจจะช่วยทำให้ความจำดียิ่งขึ้น เพราะชาดำมีผลต่อการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์บางชนิด คือ เอนไซม์ Butyrylcholinesterase ที่มีส่วนร่วมก่อโปรตีน Amyloid Beta ในสมอง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคอัลไซเมอร์
  4. มีงานวิจัยของศาสตราจารญ์แอนดริว เตรบโต ที่ได้ตีพิมพ์ลงในวารสาร Psychopharmacology โดยระบุว่า จากการทดลองพบว่าคนที่ดื่มชาดำสามารถลดความเครียดได้ง่ายและฟื้นตัวจากความเครียดได้เร็วกว่าคนที่ไม่ดื่มชาหรือได้รับชาดำหลอก อย่างไรก็ตาม ยังไม่แน่ชัดว่าสารเคมีอะไรที่มีผลต่อการฟื้นตัวจากสภาพความเครียดดังกล่าว เพราะสารเคมีที่พบในใบชานั้นมีความซับซ้อน และมีสารเคมีหลายตัวที่มีผลต่อการส่งกระแสประสาทในสมอง เช่น amino acids, catechins, flavonoids และ polyphenols เป็นต้น
  5. ชาดำมีส่วนในการช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ได้เป็นอย่างดี ช่วยเพิ่มกระบวนการเผาผลาญ ช่วยละลายไขมัน ทำให้ไขมันแตกตัว และช่วยในการลดน้ำหนัก (ควรเป็นชาร้อน เพราะจะช่วยลดไขมัน ถ้าเป็นชาเย็นจะทำให้ไขมันเกิดการจับตัว) และจากงานวิจัยของสหรัฐฯ (US. Department of Agriculture) ได้พบว่ากลุ่มชายหญิงที่ดื่มชาดำวันละ 5 แก้ว จะมีระดับคอเลสเตอรอลเลว (LDL) ลดลงประมาณ 6-10% หลังการดื่มชาดำได้เพียง 3 สัปดาห์
  6. ช่วยลดการดูดซึมของน้ำตาลและไขมันเข้าสู่กระแสเลือด จากงานวิจัยพบว่า ชาดำสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดให้กับผู้ป่วยได้เป็นอย่างดี และจากงานวิจัยร่วมของมหาวิทยาลัย Dundee University และมหาวิทยาลัย The Scottish Crop Research Institute ได้รายงานว่า สาร theaflavins และ therubigins ที่พบได้ในชาดำ ทำหน้าที่เลียนแบบอินซูลินตามธรรมชาติ ซึ่งมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ร่างกายไม่สามารถผลิตอินซูลินได้เพียงพอ
  7. นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยบอสตัน สหรัฐอเมริกา ได้ระบุว่า การดื่มชาดำสามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจได้ เนื่องจากชาดำมีสรรพคุณปรับปรุงสภาพเส้นเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงหัวใจ และยังมีงานวิจัยล่าสุดที่ช่วยยืนยันผลการศึกษาก่อนหน้านี้ว่าชาประกอบไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่เรียกกันว่า ฟลาโวนอยด์ สารชนิดนี้จะช่วยป้องกันคอเลสเตอรอลไม่ให้ทำลายเส้นเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงหัวใจ ทั้งนี้ก็เพราะโรคหัวใจที่เกิดจากการขาดเลือดไปหล่อเลี้ยง มีสาเหตุสำคัญอยู่ที่ชั้นบาง ๆ ของเซลล์ที่อยู่บริเวณผนังของเส้นเลือดถูกทำลาย ซึ่งทำหน้าที่ทำให้เส้นเลือดมีความยืดหยุ่น ขยายตัวหรือหดตัวได้ตามที่หัวใจต้องการเลือด และยังช่วยป้องกันเลือดจับตัวเป็นก้อนและผนังเลือดอักเสบอีกด้วย การดื่มชาดำจึงส่งผลในระยะยาวต่อหลอดเลือด ซึ่งจากการทดลองกับอาสาสมัครจำนวน 50 ราย ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจ โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกให้ดื่มชาดำ ส่วนกลุ่มที่สองให้ดื่มน้ำเปล่า ผลการทดลองพบว่ากลุ่มที่ดื่มชาดำวันละ 4 ถ้วย จะมีชั้นบาง ๆ ที่หลอดเลือดไปเลี้ยงหัวใจดีขึ้น แต่ในกลุ่มที่ดื่มน้ำเปล่าไม่มีผลใด ๆ
  8. มีการศึกษาที่พบว่า คนที่ดื่มชาดำประมาณ 3 ถ้วยต่อวัน จะมีโอกาสเกิดภาวะหัวใจวายเฉียบพลันลดลงถึง 21%
  9. ช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง จากงานวิจัยพบว่า ชาดำสามารถขจัดสารที่ทำให้เกิดเนื้องอกหรือมะเร็งออกไปได้ โดยเฉพาะมะเร็งปอด ปาก หน้าอก ท้อง ลำไส้ใหญ่ หลอดอาหาร และผิวหนัง

 

แหล่งที่มา.. medthai

ว่านหางจระเข้ คุณประโยชน์รวมทั้งประโยชน์ซึ่งมาจากว่านหางจระเข้ 26 ข้อ

ว่านหางจระเข้

ว่านหางจระเข้

ว่านหางจระเข้

ว่านหางจระเข้ ชื่อสามัญ Aloe, Aloe vera, Aloin, Barbados, Jafferabad, Star cactus

ว่านหางจระเข้ ชื่อวิทยาศาสตร์ Aloe vera (L.) Burm.f. จัดอยู่ในตระกูล XANTHORRHOEACEAE แล้วก็อยู่ในตระกูลย่อย ASPHODELOIDEAE

สมุนไพรว่านหางจระเข้ มีชื่อท้องถิ่นอื่นๆดังเช่น ว่านไฟไหม้ (ภาคเหนือ), หางตะเข้ (ภาคกลาง) ฯลฯ

ต้นว่านหางจระเข้ มีถิ่นเกิดเริ่มแรกในแถบชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและก็รอบๆตอนใต้ของทวีปแอฟริกา โดยจัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกแก่ยาวนานหลายปี มีความสูงราว 0.5-1 เมตร ลำต้นเป็นข้อบ้องสั้น มีใบเป็นใบโดดเดี่ยว ใบดกแล้วก็ยาว อวบน้ำ แผ่นใบมีสีเขียว มีจุดยาวสีขาวอ่อนออกเรียงเวียนรอบต้น โคนใบใหญ่ ปลายใบแหลม ขอบของใบหยัก มีหนามแหลมเล็กๆสีขาวอยู่ห่างกัน ภายในใบเป็นวุ้นสีเขียวอ่อน ส่วนดอกว่านหางจระเข้ มีดอกเป็นช่อกระจะที่ปลายยอด ดอกมีสีแดงอมสีเหลือง ก้านช่อดอกยาว โคมเชื่อมชิดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 6 แฉก เรียงเป็น 2 ชั้น เป็นรูปแตร ส่วนผลว่านหางจระเข้ สำเร็จแห้งเหมือนรูปกระสวย

คำว่า อะโล (Aloe) มาจากภาษากรีกโบราณเป้าหมายถึงว่านหางจระเข้ ซึ่งเป็นคำที่แผลงมาจากคำว่า Allal ในภาษาคนยิวที่แปลว่าฝาดหรือขม เนื่องจากเมื่อคนได้ยินคำนี้ก็จะรำลึกถึงว่านหางจระเข้นั่นเอง ว่านหางจระเข้ธรรมดาแล้วเป็นพืชที่ขึ้นในเขตร้อนแล้วก็วันหลังได้แพร่กระจายจำพวกไปสู่ทวีปเอเชียรวมทั้งยุโรป จนถึงทุกๆวันนี้ว่านหางจระเข้ก็ได้รับความนิยมของทั้งโลกไปแล้ว โดยว่านหางจระเข้จะมีเยอะมากกว่า 300 สายพันธุ์ ซึ่งมีตั้งแม้กระนั้นขนาดเล็กกว่า 10 ซม.ไปจนกระทั่งสายพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่ ลักษณะพิเศษของว่านหางจระเข้ก็คือ มีใบแหลมเหมือนเข็ม มีรายละเอียดและก็ในเนื้อมีน้ำเมือกเหนียว

เมื่อเอ๋ยถึง สมุนไพรว่านหางจระเข้ พวกเราชอบระลึกถึงคุณประโยชน์สำหรับในการรักษาแผลไฟเผา น้ำร้อนลวก แผลสด ช่วยทุเลาลักษณะของการปวดแสบปวดร้อน ใช้ทาเพื่อป้องรอยแผลเป็นมาตั้งแต่เด็กๆซึ่งสารที่สามารถใช้รักษาแผลดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นได้เป็นสาร Glycoprotein ที่มีชื่อว่า Aloctin A เป็น Anti-inflammatory ที่เจอได้ในทุกๆส่วนของว่านหางจระเข้ ซึ่งเว้นเสียแต่คุณประโยชน์ดังกล่าวข้างต้นแล้วยังเป็นประโยชน์ของว่านหางจระเข้ฯลฯ ไปดูกันเลย…

คุณประโยชน์ของว่านหางจระเข้

  1. ช่วยคุ้มครองเบาหวาน ด้วยการกินเนื้อวุ้น หรือจะทำเป็นน้ำปั่นว่านหางจระเข้มาดื่มก็ได้ ก็จะช่วยทุเลาอาการรวมทั้งปกป้องเบาหวานได้
  2. ว่านหางจระเข้มีคุณประโยชน์ช่วยแก้ลักษณะของการปวดหัว ด้วยการตัดใบสดของว่านหางจระเข้แล้วทาปูนแดงด้านหนึ่ง แล้วเอาด้านที่ทาปูนปิดตรงขมับ จะช่วยทุเลาลักษณะของการปวดหัวได้ (ใบ)
  3. วุ้นว่านหางจระเข้มีคุณประโยชน์ช่วยรักษาแผลในกระเพาะ ช่วยคุ้มครองแล้วก็ลดการเกิดแผลในกระเพาะขณะท้องว่าง ช่วยรักษาโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารต่างๆ
  4. เนื้อว่านหางจระเข้คุณประโยชน์ว่านหางจระเข้ช่วยแก้กระเพาะไส้อักเสบ ด้วยการกางใบเอามาปอกมัวแต่วุ้น เอามากินวันละ 2 ครั้ง ทีละ 2 ช้อนโต๊ะ (เนื้อวุ้น)
  5. ใช้เป็นถ่าย ยาระบาย ที่เปลือกของว่านหางจระเข้จะมีน้ำยางสีเหลือง ในน้ำยางจะมีสารแอนทราควิโนน (Anthraquinone) ที่มีฤทธิ์เป็นยาระบาย ถ้าหากนำน้ำยางไปต้มให้น้ำระเหยออกแล้วทิ้งเอาไว้ให้เย็น ก็จะได้สารสีน้ำตาลเกือบจะดำ หรือเรียกว่า “ยาดำ” ซึ่งยาดำนี้เองใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยาแผนโบราณที่ปรารถนาให้มีฤทธิ์เป็นยาระบายอยู่หลายตำรับ (ยางในใบ)
  6. ช่วยรักษาท้องผูก ด้วยผู้กระทำรีดเอายางจากว่านหางจระเข้มาต้มให้งวด ทิ้งเอาไว้ให้เย็นจะได้ก้อนยาสีดำ (ยาดำ) แล้วตักมาใช้ราวช้อนชา เพิ่มเติมน้ำเดือด 1 ถ้วย แล้วคนให้ละลาย โดยคนแก่กินทีละ 2 ช้อนชาก่อนนอน แม้กระนั้นถ้าหากเป็นเด็กให้กินทีละ 1 ช้อนชาก่อนนอน
  7. ช่วยรักษาริดสีดวงทวาร ด้วยการใช้เนื้อวุ้นจากใบเหลาให้เป็นปลายแหลมน้อย และก็นำไปแช่ตู้แช่เย็นหรือน้ำแข็งจนกระทั่งเนื้อแข็ง แล้วหลังจากนั้นก็ค่อยนำไปใช้เหน็บในช่องทวารหนัก ควรจะหมั่นทำบ่อยเป็นประจำวันละ 1-2 ครั้งกระทั่งจะหาย (เนื้อยุ่ง)
  8. ช่วยแก้โรคหนองใน (ราก, เหง้า)
  9. ช่วยแก้มุตกิดหรือตกขาวของสตรี (ราก, เหง้า)
  10. ทั้งยังต้นของว่านหางจระเข้มีรสเย็น ใช้ดองกับเหล้าเอามาดื่มช่วยขับน้ำคร่ำได้ (ทั้งยังต้น)
  11. ช่วยทุเลารวมทั้งแก้ลักษณะของการปวดตามข้อ ด้วยการกินเนื้อวุ้นทีละ 1-2 ช้อนโต๊ะ วันละ 3 ครั้งบ่อยๆ จะช่วยปรับให้ลักษณะของการปวดดียิ่งขึ้น (วุ้นจากใบ)
  12. ใบว่านหางจระเข้มีรสเย็น เอามาตำผสมกับเหล้าใช้พอกรักษาฝีได้ (ใบ)
  13. ช่วยรักษาแผลสด แผลจากของมีคม แผลที่ริมฝีปาก แก้ฝี แก้ตะมอย ด้วยการใช้วุ้นจากใบเอามาติดรอบๆแผลให้มิดชิดและก็ใช้ผ้าปิดไว้ แล้วหยอดน้ำมูกลงตรงแผลให้เปียกแฉะอยู่ตลอด หรือจะตระเตรียมเป็นขี้ผึ้งก็ได้ (วุ้นจากใบ)
  14. ช่วยรักษาแผลถลอกปอกเปิกและก็แผลจากการเช็ดกครูด (แผลเหล่านี้จะปวดมากมาย) ให้ใช้วุ้นว่านหางจระเข้เอามาทาแผลเบาๆในวันแรกจำต้องทาบ่อยๆจะช่วยสำหรับเพื่อการรักษาแผล ทำให้แผลหายเร็วเพิ่มขึ้น รวมทั้งทำให้ไม่เจ็บแผลมากมาย (วุ้นจากใบ)
  15. ช่วยรักษาแผลไฟเผา น้ำร้อนลวก ช่วยดับพิษร้อนทุเลาลักษณะของการปวดแสบปวดร้อนจากแผล ด้วยการใช้วุ้นจากใบสดที่ล้างน้ำสะอาด แล้วฝานบางๆเอามาทาหรือติดไว้รอบๆแผลตลอดระยะเวลา จะช่วยปรับให้แผลหายเร็วมากขึ้นแล้วก็บางทีอาจไม่กำเนิดรอยแผลเป็นด้วย (วุ้นจากใบ)
  16. ช่วยกำจัดรอยแผลเป็น ทำให้รอยแผลจางลง คุ้มครองป้องกันการเกิดรอยแผลเป็น (วุ้นจากใบ)
  17. ช่วยรักษาตาปลาและก็ฮ่องกงฟุต ด้วยการใช้วุ้นจากใบที่ล้างสะอาดแล้ว เอามาปิดไว้รอบๆที่เป็นรวมทั้งหมั่นเปลี่ยนแปลงเสมอๆจนกระทั่งจะดียิ่งขึ้น (วุ้นจากใบ)
  18. วุ้นจากใบใช้ทาเพื่อคุ้มครองป้องกันผิวจากแดด ด้วยการใช้วุ้นจากใบทาก่อนออกแดด หรือจะใช้ใบสดก็ได้ แต่ว่าใบสดอาจจะส่งผลให้ผิวหนังแห้ง เพราะว่าใบมีฤทธิ์ฝาดสมาน ถ้าเกิดอยากได้ลดกระบวนการทำให้ผิวแห้ง ก็บางครั้งอาจจะใช้ร่วมกับน้ำมันพืชหรือบางทีอาจจัดเตรียมเป็นโลชั่นก็ได้ (วุ้นจากใบ)
  19. ช่วยรักษาอาการผิวหนังไหม้จากแสงอาทิตย์ หรือไหม้เกรียมจากการฉายรังสี หรือแผลเรื้อรังจากการฉายรังสี โดยนำวุ้นของว่ายหางจระเข้มาทาผิวเป็นประจำก็จะช่วยลดการอักเสบได้ แต่ว่าถ้าหากไปนานๆระวังผิวแห้ง ควรจะผสมกับน้ำมันพืช เว้นแต่ว่าจะมีผลให้ผิวเปียกชุ่มอยู่เสมอเวลา (วุ้นจากใบ)
  20. วุ้นจากใบใช้ทาเพื่อรักษาฝ้า (วุ้นจากใบ)
  21. ช่วยรักษาโรคเรื้อนกวาง (โรคสะเก็ดเงิน) ช่วยลดการตกสะเก็ดและก็ลดอาการคันของโรคเรื้อนกวาง ทำให้แผลดูดีขึ้น (วุ้นจากใบ)

 

ประโยช์จากว่านหางจระเข้

  1. น้ําว่านหางจระเข้ สามารถช่วยต้านอนุมูลอิสระ มีส่วนช่วยชะลอความแก่เฒ่า แล้วก็ช่วยสร้างเสริมภูมิต้านทานโรคได้อีกด้วย
  2. ว่านหางจระเข้อุดมไปด้วยวิตามินรวมทั้งแร่ รวมถึงกรดอะมิโนอีกหลากหลายประเภทที่ต้องและก็มีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย ดังเช่น ธาตุแมกนีเซียม ธาตุโพแทสเซียม ธาตุทองแดง ธาตุแมงกานีส ธาตุซีลีเนียม ธาตุโครเมียม วิตามินเอ วิตามินซี วิตามิอี วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินบี 6 วิตามินบี 9 โคลีน และก็ยังเป็นพืชเพียงแต่ไม่กี่ประเภทที่มีวิตามินบี 12 ด้วย
  3. ช่วยย่อยของกิน ชำระล้างลำไส้ใหญ่ ช่วยสำหรับในการดีท็อกซ์ล้างพิษภายในร่างกาย ช่วยสำหรับการดำเนินงานของระบบกระเพาะ รวมทั้งช่วยลดจำนวนของเชื้อแบคทีเรียในไส้
  4. จากนิตยสารหมออังกฤษพิมพ์ในปี 2000 (British medical journal) กล่าวว่าสารสกัดจากว่านหางจระเข้สามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ช่วยควบคุมความดันเลือดแล้วก็เพิ่มการไหลเวียนของเลือด และก็อาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีความน่าจะเป็นไปได้ว่ามันสามารถช่วยลดการเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจได้อีกด้วย
  5. ช่วยคุ้มครองรวมทั้งแก้อาการเมารถเมาเรือ ด้วยการกินเนื้อวุ้นว่านหางจระเข้หรือน้ําว่านหางจระเข้เย็นๆก็จะช่วยทุเลาอาการดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วได้

 

แหล่งที่มา… medthai.com

ดอกอัญชัน สมุนไพรไทย แก้โรคอะไรได้บ้าง

ดอกอัญชัน

ดอกอัญชัน

ดอกอัญชัน กับที่มาที่ไป

ดอกอัญชัน มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Butterfly pea, Blue pea, หรือ Asian pigeonwings ส่วนชื่อวิทยาศาสตร์ของดอกอัญชันก็คือ Clitoria ternatea L. โดยดอกอัญชันเป็นพืชล้มลุก จัดอยู่ในกลุ่มพืชตระกูลถั่ว (Fabaceae) อยู่ในตระกูล Leguminosae เป็นพืชที่มีต้นกำเนิดอยู่ในประเทศแถบอเมริกาใต้ รวมทั้งโดยธรรมดาจะนิยมนำมาปลูกดอกอัญชันในเขตร้อน

ลักษณะต้นอัญชันเป็นไม้เถาเลื้อยขนาดเล็ก ใบเป็นใบประกอบ ดอกอัญชันเป็นดอกโดดเดี่ยว มีสีน้ำเงินเข้มหรือสีน้ำเงินอมม่วง แล้วก็สีขาว ดอกชั้นในแบ่งเป็น 5 กลีบ กลีบนอกมีสีเขียว ส่งผลเป็นฝัก ลักษณะแบนเหมือนฝักถั่ว ปริมาณยาวโดยประมาณ 5-10 เซนติเมตร ดอกอัญชันมีชื่อเรียกตามท้องถื่นที่นานับประการ ดังเช่นว่า ในภาคเหนือจะเรียกดอกอัญชันว่า เอื้องชัน แม้กระนั้นในจังหวัดเชียงใหม่จะเรียกว่าแดงชัน

ทำความรู้จักดอกอัญชันกันไปแล้ว ครั้งนี้พวกเรามาดูกันจ้ะว่า สมุนไพรดอกอัญชันแก้โรคอะไรได้บ้าง ว่าและมาเริ่มกันเลย

สมุนไพรดอกอัญชันแก้โรคอะไรได้บ้าง

1. แก้ผมร่วง

ดอกอัญชันมีสารแอนโทไซยานินซึ่งมีคุณลักษณะเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตในเส้นโลหิตเล็กๆของร่างกาย ดังเช่นว่า เส้นเลือดส่วนปลาย ทำให้เลือดไปเลี้ยงรากผมเจริญเพิ่มขึ้น แก้อาการผมหล่นเจริญในระดับหนึ่ง โดยแม้จะใช้ดอกอัญชันแก้ผมตก ก็สามารถกินดอกเบี้ยอัญชันจิ้มน้ำพริก รับประทานเป็นของกินประเภทอื่นๆหรือจะตำดอกอัญชันราว 1 ถือมือ แล้วเอามาผสมกับน้ำดื่ม กรองมัวแต่น้ำดอกอัญชันมาหมักผมทิ้งเอาไว้ราว 15-20 นาที แล้วสระผมตามเดิมก็ได้

2. แก้อาการตาฝ้าฟาง ทำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นสำหรับในการแลเห็น

สารแอนโทไซยานินในดอกอัญชันสามารถช่วยทุเลาอาการที่เกี่ยวกับปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพดวงตา ตัวอย่างเช่น อาการตาฝ้าฟาง ตาเสื่อมจากเบาหวาน โรคต้อหิน แล้วก็โรคต้อกระจกได้ เนื่องจากว่าสารตัวนี้ที่มีอยู่ในพืชที่มีสีม่วง สีแดง หรือสีน้ำเงิน มีส่วนช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเส้นเลือดขนาดเล็กในดวงตา ทำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นสำหรับเพื่อการแลเห็นให้พวกเราได้

3. แก้อาการอาหารเป็นพิษ

ที่จริงแล้วสารแอนโทไซยานินในดอกอัญชันก็จัดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระประเภทหนึ่งนะคะ แล้วก็ยังมีฤทธิ์ยั้งเชื้ออีโคไลในทางเดินของกิน ช่วยแก้อาการของกินเป็นพิษหรืออาการท้องเสียได้ ซึ่งแนวทางแก้ก็คือกินดอกเบี้ยอัญชันชุบแป้งทอด หรือจะกินน้ำอัญชันก็ได้ ดังนี้เว้นแต่ดอกอัญชันแล้ว พวกเรายังสามารถหาสารแอนโทไซยานินได้จากดอกกะหล่ำม่วงและก็มะเขือม่วงด้วยล่ะ

4. แก้ปวดท้อง

นอกเหนือจากสารวิชาชีวเคมีที่ได้จากพืชสีม่วง สีน้ำเงิน แดง อย่างแอนโทไซยานินแล้ว ในดอกอัญชันยังมีสารแอนติสปาสโมดิก (Antispasmodic) ที่มีฤทธิ์ลดอาการหดเกร็งในท้อง สามารถแก้เจ็บท้องให้พวกเราได้ด้วยนะคะ โดยการกินดอกอัญชันแก้เจ็บท้องสามารถนำดอกอัญชัน 1 กำมือมาต้มกับน้ำแล้วจิบเป็นชาได้เลย

5. แก้ฟกช้ำ ลดอาการบวม

คุณประโยชน์ข้อนี้จำเป็นต้องชูความดีความชอบให้กับสารแอนโทไซยานินอีกครั้งจ้ะ ที่ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดในเส้นโลหิตขนาดเล็ก ทำให้โลหิตไหลเวียนไปยังเซลล์ต่างๆได้ดิบได้ดีขึ้น แล้วก็พอเพียงมีโลหิตไหลเวียนมาเลี้ยงเซลล์ผิวที่ฟกช้ำดำเขียวหรือบวมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อาการไม่ปกติพวกนี้ก็จะทุเลาลงได้ ยิ่งไปกว่านี้สารแอนโทไซยานินก็มีคุณประโยชน์ช่วยชะลอการเสื่อมของเซลล์ด้วยนะคะ

6. แก้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว

นักค้นคว้าคนญี่ปุ่นได้แยกสารจากดอกอัญชันมาทำทดสอบแล้วพบว่า ในดอกอัญชันมีสารเทอร์ทุ่งนาทินส์ (Ternatins) ซึ่งมีคุณลักษณะสำหรับในการยั้งการรวมตัวของเกล็ดเลือด และก็ส่งผลคลายกล้ามเรียบภายในร่างกาย ก็เลยช่วยลดลักษณะของการปวดปวดเมื่อยที่เกิดขึ้นได้ โดยให้นำดอกอัญชัน 1 กำมือมาต้มกับน้ำ แล้วจิบเป็นชา

7. แก้ปวดฟัน

ตำรับยาประจำถิ่นมีการนำรากอัญชันมาเช็ดที่ฟัน เพื่อช่วยลดลักษณะของการปวดฟันและก็บำรุงฟันให้ทนแข็งแรง หรือบดดอกอัญชันผสมกับยาสีฟัน เพราะเหตุว่าสารในรากรวมทั้งอีกทั้งต้นของอัญชันมีฤทธิ์ต้านทานการอักเสบ ช่วยบำรุงรักษาเซลล์แล้วก็ชะลอความเสื่อมถอยของเซลล์ต่างๆภายในร่างกายได้

8. แก้เยี่ยวขัด

ในแบบเรียนยาไทยโบราณกล่าวไว้ว่า รากอัญชันมีฤทธิ์เย็น ช่วยขับฉี่ แก้ปัสสาวะพิการ แล้วก็เป็นยาระบายได้ โดยสามารถนำรากอัญชันล้างสะอาดมาต้มกับน้ำแล้วจิบเป็นชาเพื่อดื่มแก้โรคเยี่ยวขัด

9. แก้ท้องผูก

ทั้งยังเม็ดแล้วก็รากของอัญชันมีฤทธิ์เป็นยาระบาย สำหรับผู้ที่มีลักษณะอาการท้องผูกก็เลยสามารถต้มรากหรือเม็ดอัญชันเพื่อดื่มเป็นยาระบายได้ แต่ว่าบางทีอาจเจออาการข้างๆเป็นอาการอ้วกอ้วกได้ในบางบุคคล

10. แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย

อย่างที่กล่าวว่าในดอกอัญชันมีสารวิชาชีวเคมีที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกายเยอะมาก เพียงแค่แอนโทไซยานินก็เป็นทั้งยังสารต้านอนุมูลอิสระรวมทั้งสารต่อต้านอาการอักเสบแล้ว ทั้งสารในดอกอัญชันยังช่วยชะลอความเสื่อมโทรมของเซลล์ และก็มีคุณประโยชน์ช่วยลดอาการบวมเพราะเหตุว่ามีฤทธิ์กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดในเส้นโลหิตขนาดเล็ก โดยเหตุนี้กับพิษแมลงสัตว์กัดต่อยจนกระทั่งมีลักษณะบวมแดง เพียงแค่ใช้ดอกอัญชันตำอย่างระมัดระวังแล้วเอามาพอกรอบๆที่มีลักษณะก็จะช่วยทุเลาฤทธิ์แมลงสัตว์กัดต่อยได้แล้วจ้ะ

11. ทุเลาอาการของโรคหอบหืด

รากอัญชันมีรสขมเย็น ใช้รับประทานสดหรือต้มเป็นน้ำดื่มจะช่วยลดอาการอักเสบของหลอดลม รวมทั้งทุเลาลักษณะของโรคโรคหอบหืดได้ เหตุเพราะสารจากรากอัญชันจะช่วยลดอาการอักเสบ พร้อมระบายของเสียออกมาจากร่างกาย นำมาซึ่งการทำให้อาการหอบหืดแล้วก็ระบบฟุตบาทหายใจปฏิบัติงานได้ดิบได้ดีขึ้น

12. คลายเครียด แก้นอนไม่หลับ

งานศึกษาเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ในกรุ๊ปสัตว์ทดสอบพบว่า สารสกัดต่างๆที่ได้จากส่วนลำต้นเหนือดิน ใบ ดอก รวมทั้งรากของอัญชัน มีฤทธิ์กระตุ้นการเรียนและก็ความจำ และก็มีคุณประโยชน์ช่วยเครียดลดลง ลดอาการกังวล แล้วก็ยังมีฤทธิ์ช่วยสำหรับในการนอน

13. ลดการเสี่ยงโรคหัวใจ

สารแอนโทไซยานินในดอกอัญชันเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และก็มีส่วนช่วยชะลอความเสื่อมถอยของเซลล์ภายในร่างกาย ก็เลยช่วยลดอัตราการเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ แล้วก็ยังช่วยลดช่องทางเกิดภาวะเส้นโลหิตตันในสมองได้ด้วย ขึ้นรถตัวนี้จะคุ้มครองปกป้องการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นของไขมัน ที่เป็นต้นเหตุของไขมันตันเส้นโลหิตนั่นเอง

14. ลดการเสี่ยงโรคมะเร็ง

สีจากสารแอนโทไซยานินเป็นที่กล่าวถึงกันมาในหลายเชื้อชาติ เนื่องมาจากมีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ มีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบ คุ้มครองแสงอัลตราไวโอเลต และก็ต่อต้านการเจริญก้าวหน้าของเซลล์ของโรคมะเร็งได้ด้วยนะคะ

 

แหล่งที่มา.. kapook

บอระเพ็ด สมุนไพรรสขม คุณประโยชน์เป็นยาอายุวัฒนะ

บอระเพ็ด

บอระเพ็ด กับความเด็ดที่น่าดึงดูด

บอระเพ็ดมีชื่อภาษาอังกฤษว่า Tinospora cordifolia ชื่อวิทยาศาสตร์ของบอระเพ็ดเป็น Tinospora crispa (L.) Miers ex Hook.f&Thomson จัดเป็นไม้เถาอยู่ในตระกูล Menispermaceae รวมทั้งเว้นแต่ชื่อบอระเพ็ดแล้ว ในบ้านพวกเรายังเรียกบอระเพ็ดในอีกหลายๆชื่อ อาทิเช่น ตัวเจตมูลยาน เถาหัวด้วน หางหนู จุ่งจิง เครือเขาฮอ เจตมูลหนาม หรือจุ้งจาลิงตัวแม่

บอระเพ็ด ลักษณะทางวิชาพฤกษศาสตร์อย่างเด่น

บอระเพ็ดเป็นไม้เถาเนื้อแข็ง ไม่มีขน ยาวได้ถึง 15 เมตร ลำต้นมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1-2 ซม. เปลือกเถาดก 1.5-2.5 มม. ผิวบอระเพ็ดเป็นสีน้ำตาล เนื้อในมีสีเทาปนเหลือง เถามีลักษณะกลม ผิวเปลือกเถาตะปุ่มตะป่ำเป็นปุ่มกระจัดกระจายไปทั่ว แล้วก็เมื่อแก่จะมองเห็นปุ่มเงื่อนกลุ่มนี้หนาแน่นแล้วก็เด่นชัดมากมาย

เปลือกเถาบอระเพ็ดมีรสขม ลอกออกได้ ใบเป็นใบผู้เดียว ออกเรียงสลับ ใบบอระเพ็ดมีลักษณะเป็นรูปหัวใจ ขอบของใบเรียบ แผ่นใบเรียบ ก้านใบยาว 8-10 ซม. ส่วนดอกบอระเพ็ดจะออกตามซอกใบ ดอกแยกเพศอยู่คนละช่อ ลักษณะดอกบอระเพ็ดมีสีเขียวอมเหลือง ดอกขนาดจิ๋ว ผลรูปร่างค่อนข้างจะกลม มีสีเหลืองหรือสีแดง

บอระเพ็ด คุณประโยชน์ดีเลิศ

คุณประโยชน์ของบอระเพ็ดสำคัญๆแล้วจัดเป็นสมุนไพรแก้ไข้ ลดความร้อนภายในร่างกาย โดยประโยชน์ที่ได้รับมาจากบอระเพ็ดสามารถแบ่งแยกได้ ดังต่อไปนี้

1. แก้ไข้

เถาบอระเพ็ดมีรสขมจัด คุณประโยชน์ช่วยแก้ไข้ทุกจำพวก โดยใช้เถาแก่สดหรือต้นสด 2 คืบครึ่ง (30-40 กรัม) ตำผสมน้ำนิดหน่อย แล้วคั้นมัวแต่น้ำมาดื่ม หรือต้มกับน้ำโดยใช้น้ำ 3 ส่วน ต้มให้เหลือ 1 ส่วน ดื่มเป็นยาขมวันละ 2 ครั้ง ก่อนกินอาหารเช้า-เย็น หรือเวลามีลักษณะ

2. ช่วยเจริญอาหาร แก้เบื่ออาหาร

ใช้เถาแก่สดหรือต้นสด 2 คืบครึ่ง (30-40 กรัม) ตำแล้วคั้นมัวแต่น้ำมาดื่ม หรือต้มกับน้ำโดยใช้น้ำ 3 ส่วน ต้มให้เหลือ 1 ส่วน ดื่มเป็นยาขมวันละ 2 ครั้ง ก่อนที่จะรับประทานอาหารเช้า-เย็น หรือเวลามีลักษณะ หรือบดเป็นผุยผง ทำให้เป็นลูกร้อยกรองกินวันละ 2 ครั้ง ก่อนกินอาหารเช้าตรู่, เย็น

3. บำรุงกำลัง

ต้นบอระเพ็ดสามารถเอามาต้มเป็นยาขมดื่มชูกำลัง บำรุงธาตุได้ โดยใช้ต้นบอระเพ็ดล้างสะอาด โดยประมาณ 2 คืบครึ่ง ตำให้แหลกแล้วมาคั้นมัวแต่น้ำไปดื่มชูกำลัง หรือจะต้มตำรับเดียวกับยาลดไข้ก็ได้เหมือนกัน

4. รักษาโรคผิวหนัง ผดผื่นคันตามร่างกาย

ในใบบอระเพ็ดมีสารที่ช่วยรักษาโรคผิวหนัง โดยยิ่งไปกว่านั้นอาการผื่นผื่นคัน โดยนำใบบอระเพ็ดล้างสะอาด ตำอย่างรอบคอบ แล้วต่อจากนั้นเอามาพอกตามจุดที่มีผื่นคัน หรือรอบๆผิวที่มีการอักเสบ เนื่องจากว่าสารในใบบอระเพ็ดมีฤทธิ์ต่อต้านอาการอักเสบได้

5. แก้ฝี แก้ฟกช้ำดำเขียว

ใช้ใบบอระเพ็ดตำอย่างรอบคอบแล้วมาพอกฝี หรือแก้ฟกช้ำดำเขียวตามส่วนต่างๆของร่างกาย

6. เป็นยาอายุวัฒนะ

ส่วนทั้งยัง 5 ของบอระเพ็ด เป็น ราก ต้น ใบ ดอก ผล เอามาปรุงยาอายุวัฒนะได้ ซึ่งจะช่วยแก้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว แก้ไข้ ปวดหัว รักษาฟัน รักษาโรคริดสีดวงทวาร ช่วยทำให้เจริญอาหาร แก้ฝีมดลูก แก้ร้อนใน ลดความร้อน แก้ดีทุพพลภาพ แก้เสลด บำรุงเลือดลม รวมทั้งแก้ไข้จับสั่น ฯลฯ

7. ลดน้ำตาลในเลือด

ผลการศึกษาวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า บอระเพ็ดสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดของคนไข้สภาวะอ้วนอ้วนที่กินแคปซูลผงบอระเพ็ด ขนาด 250 มก. วันละ 2 ครั้ง หรือยาหลอกตรงเวลา 2 เดือน ได้อย่างเป็นจริงเป็นจังเมื่อเปรียบเทียบกับระดับน้ำตาลในเลือดของกลุ่มทดลองก่อนกินบอระเพ็ด แต่ว่าการทดสอบเรื่องบอระเพ็ดลดน้ำตาลในเลือดควรต้องศึกษาลึกไปกว่านี้เพื่อความแน่ชัดแล้วก็ถูกของข้อมูล

 

แหล่งที่มา.. https://health.kapook.com/view206518.html